Loading

SCเล็งเปิด11โครงการใหม่ทุ่ม2.5หมื่นล.ลุยแนวราบ

วันที่ : 11 กุมภาพันธ์ 2564
เอสซี จัดหนัก เล็งเปิด 11 โครงการใหม่ ลุยแนวราบตั้งเป้าสู่แบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1
           SC กางแผนปี 2564 ตั้งเป้ายอดขาย 2 หมื่นล้านบาท และรายได้ 1.9 หมื่นล้านบาท เล็งเปิด 11 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมี Backlog กว่า 6 พันล้านบาท และสต๊อกรอขาย 8 พันล้านบาท พร้อมทุ่มงบลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท ลุยแนวราบตั้งเป้าสู่แบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1

          นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำดัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2564 ที่ 2 หมื่นล้านบาท และรายได้ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท มาจากโครงการเพื่อขายทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่ารวม 5.75 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) ที่ 6 พันล้านบาท จะรับรู้รายได้ปีนี้ประมาณ 50% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ถึงปี 2565 และบริษัทยังเดินหน้าระบายสต๊อกคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ที่มีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านบาท ให้หมดภายในปี 2565 เพื่อทำให้บริษัทมีรายได้และมีสภาพคล่องกลับมา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินให้กับบริษัทมากขึ้น

          ขณะที่มีแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 1.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 8 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท และแนวสูง 3 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยโครงการใหม่ส่วนใหญ่ 60-70% จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนที่เหลืออีก 30-40% รอดูสถานการณ์ โควิด-19 ระลอกใหม่หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะเริ่มทยอยเปิดในไตรมาส 2/2564

          เบอร์ 1 บ้านเดี่ยวระดับบน

          สำหรับทิศทางธุรกิจช่วงปี 2564-2565 บริษัทตั้งเป้าสู่แบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 โดยจะทุ่มเงินลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อโอนที่ดินจำนวนมากกว่า 30 แปลง และรุกพัฒนาโครงการแนวราบแบบจัดหนักครอบคลุมทุกระดับราคาทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยกลยุทธ์สำคัญคือความพร้อมด้านสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันมีเงินสดและวงเงินพร้อมเบิกมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกับการลดหนี้ให้มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงมาที่ 1.38 เท่า จากปี 2562 อยู่ที่ 1.58 เท่า

          ทั้งนี้มองตลาดแนวราบยังมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะแนวราบระดับบนเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และยังเชื่อว่าใน 1-2 ปีนี้ตลาดแนวราบระดับบนจะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงยังมีเงินสดเหลือค่อนข้างมาก และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำจูงใจการซื้อที่อยู่อาศัย โดยบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป สามารถทำยอดขายได้ดีมาอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากมาเป็น 26% ในปี 2563 จาก 17% ในปี 2562 ซึ่งทำให้บริษัทยังคงความเป็นอันดับ 1 ในตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนมาต่อเนื่อง

          ตลาดคอนโดยังท้าทาย

          ด้านตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2564 มองว่ามีความท้าทายค่อนข้างมาก หลังจากที่พฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของคนในยุคใหม่เริ่มมีความต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น และปริมาณซัพพลายของคอนโดมิเนียมในตลาดยังมีอยู่ค่อนข้างมาก และกลุ่มลูกค้าต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยได้ ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังคงไม่ฟื้นตัวขึ้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทจะเน้นไปที่ทำเลและการเจาะกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมกับความต้องการอยู่อาศัยในทำเลนั้นๆ เป็นหลัก

          ส่วนความคืบหน้าการลงทุนธุรกิจโรงแรมยังคงเดินหน้าตามแผนทั้งในกรุงเทพฯและพัทยา แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างชัดเจน แต่บริษัทยังมองว่าหลังจากโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้วการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นและค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งการลงทุนในธุรกิจโรงแรมถือเป็นโอกาสที่เข้ามาต่อยอดการเติบโตให้กับธุรกิจในอนาคต พร้อมกับการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เสริมให้กับบริษัทเพิ่มเติม
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ