Loading

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง ตั้งเป้ายอดขายโต30% เปิด7โครงการแนวราบ5พันล.รับดีมานด์ใหม่

วันที่ : 17 กุมภาพันธ์ 2564
เอ็นซีเฮ้าส์ซิ่ง กางเเผนธุรกิจ ปี 64 ลุย 7 โครงการเเนวราบ
           "เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง" สู้ศึกอสังหาฯปี 64 มั่นใจ 3 กลยุทธ์หลัก ผลักดันยอดขายเติบโต 30% เดินหน้าเปิดตลาดเชิงรุก พัฒนา 7 โครงการแนวราบ มูลค่าครึ่งหมื่นล้านบาท ครอบคลุม 4 พื้นที่ศักยภาพ คาดตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ราคา 3-5 ล้านบาท ยังโต เดินหน้าตามโรดแมปสร้างรายได้ใหม่ สู่ธุรกิจเวลเนส เผย มี.ค.แจงแผนธุรกิจเพื่อสุขภาพ

          นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 เป็นปีที่ท้าทายต่อเชิงรุกธุรกิจ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา มีปัจจัยลบในเรื่องสงครามการค้า (เทรดวอร์) และการระบาดขึ้นของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ทั้งประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ซึ่งโดยรวมแล้ว ผลจากโควิด-19 ได้มีผลกระทบทุกอุตสาหกรรม บางอุตสาหกรรมคิดว่าจะถูกกระทบไปยาว อย่างไรก็ตาม ก็มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ยังเติบโตได้จริงในบางส่วน หากมีปัจจัยเชิงบวกมาสนับสนุน ไม่ว่า การมีความหวังวัคซีนจะได้ใช้ เปิดอุตสาหกรรมการบินได้ รวมถึงเปิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรองรับธุรกิจได้มากขึ้น

          "ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของ เอ็น.ซี. ซึ่งกว่า 90% เป็นพอร์ตโครงการแนวราบ ก็ได้รับผลในเชิงบวก ยิ่งในช่วงมีนาคมถึงเมษายน พฤติกรรมของผู้บริโภคมองเรื่องความปลอดภัยจากการล็อกดาวน์ ขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องเน้นบริหารสต๊อก บริหารสินค้าให้ดี การสำรวจและลงลึกข้อมูลของลูกบ้าน เอ็น.ซี. เพื่อนำมาแนวทางการดำเนินกลยุทธ์การตลาดในปี 64 แต่โดยรวมแล้ว ทิศทาง อสังหาฯ ปีนี้ ยังคงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อบ้านแนวราบ และยังเป็นตลาดของผู้ซื้อที่มี ความพร้อมเรื่องบ้าน ด้วยปัจจัยบวกทั้งอัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านที่ลดลงและ จากมาตรการรัฐ ที่มอบให้กับกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก"

          สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2564 เอ็น.ซี เตรียมพัฒนาโครงการแนวราบใหม่เพิ่ม กระจายบนทำเลศักยภาพ ซึ่งเป็น Prime Area เหมาะกับการอยู่อาศัย และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อบ้าน พร้อมเดินหน้า เสริมทีมงานคุณภาพตอบรับกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าบ้านแนวราบ ตั้งเป้าโตในสินค้าแนวราบ ซึ่งปีนี้ได้มีกลยุทธ์ 3 หลักดังนี้

          แนวทางแรก เปิดตลาดเชิงรุก พัฒนาโครงการแนวราบใหม่เพิ่ม 7 โครงการ มูลค่าร่วม 5,000 ล้านบาทมากกว่าปีที่ผ่านมา แยกเป็นครึ่งปีแรก 4 โครงการและอีก 3 โครงการในครึ่งปีหลัง รวมทั้งปีประมาณ 1,000 หลัง เจาะ Segment กลุ่มใหญ่แนวราบ ทาวน์เฮาส์, บ้านแฝด, บ้านเดี่ยว ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ด้วยราคาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดบ้านแนวราบ โดยขยายทำเลเพิ่มครอบคลุมพื้นที่ 4 ทำเลศักยภาพ (โซนเหนือ, โซนตะวันตก, โซนใต้ และตะวันออก ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล) เพิ่มกำลังการผลิตบ้านด้วยระบบเทคโนโลยีการก่อสร้างทันสมัย ให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้าน Segment ของบริษัทด้วยมีอัตราการเติบโตที่ดี และสอดคล้องกับลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการบ้านในยุคโควิค-19 และยังคงเดินหน้าพัฒนากลุ่มฐานการผลิตใหญ่ภายใต้ Brand โครงการบ้านฟ้ากรีนเนอร์รี่ และบ้านฟ้ากรีนพาร์ค เป็นเรือธงเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม อีกทั้ง ยังรุกขยายหาฐานลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่เพื่อเพิ่ม Market Share ของบริษัท ควบคู่การพัฒนาคุณภาพการผลิตบ้านด้วยระบบเทคโนโลยีก่อสร้างทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น

          แนวทางถัดมา จะพัฒนาโปรดักส์ นวัตกรรมบ้านตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าทุกช่วงวัย (a///gen) ควบคู่การพัฒนาต่อยอดสินค้าด้วยนวัตกรรมผ่าน Smart Eco, Smart Care เพิ่มความแตกต่าง Function ที่ตอบรับครอบครัววิถีใหม่ เพิ่มทางเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์หลากหลาย การอยู่บ้านอย่างมีความสุข ผสานเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตในบ้านสะดวกสบายมากขึ้น การดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวยุค New Normal

          และแนวทางสุดท้าย ผนึกพันธมิตร เอ็น.ซี ไม่หยุดการพัฒนา ที่อยู่อาศัย สินค้า การบริการรูปแบบใหม่ รวมถึงมีการต่อยอดพันธมิตร ในธุรกิจหลัก อาทิ Home Innovation, เทคโนโลยีบ้าน, พันธมิตรการเงิน, พันธมิตรธุรกิจการบริการ, อสังหาริมทรัพย์ New Business ซึ่งเอ็น.ซี ได้ร่วมทุนผนึกพันธมิตรในธุรกิจใหม่ ศูนย์บริการด้านการฟื้นฟูสุขภาพ และดูแลผู้สูงอายุ มีการบริการเพื่อรองรับเรื่องสุขภาพครบวงจร Wellness & Healthcare Business เพื่อเป็นฐาน รายได้ธุรกิจในอนาคต ด้วยมาตรฐานทันสมัย ปัจจุบันมีการให้บริการแล้ว 3 ศูนย์ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Vacation Time โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ ทางบริษัทลูก จะมีการแถลงแผนการทำธุรกิจสุขภาพอีกครั้ง

          ในด้านเป้าหมายทางธุรกิจปี 64 วางตัวเลขยอดขายเพิ่มมาอยู่ที่ 3,400-3,500 ล้านบาทเติบโต 30% เมื่อเทียบกับยอดขายปีที่ผ่านมาทำได้ 2,700 ล้านบาท โดยมูลค่ากว่า 50% มาจากโครงการแนวราบ ทาวน์เฮาส์และบ้านแฝด สัดส่วนอย่างละ 25% มีเป้ารับรู้รายได้ประมาณ  2,000  ล้านบาท ขณะที่ปี 63 คาดรับรู้รายได้จะทำได้ตามเป้าที่ 1,600 ล้านบาท ส่วนสต๊อกที่อยู่ระหว่างการขายในปีนี้ มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท (รวมกับ 7 โครงการที่เปิดใหม่ในปีนี้)
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ