Loading

อสังหาฯ Q1/64 สัญญาณดี ยอดขายโตสวนเศรษฐกิจ-โควิด-19

วันที่ : 5 เมษายน 2564
สต๊อกเริ่มยุบเหตุกำลังซื้อ-เชื่อมั่นฟื้นรับวัคซีน
         
          อสังหาริมทรัพย์

          การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบสองที่มีจุดศูนย์กลางจังหวัดสมุทรสาคร สร้างความกังวลให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เพราะหวั่นๆ กันว่าตลาดรวมอสังหาฯ จะซบเซาไปอีกรอบ หลังจากทิศทางตลาดรวมอสังหาฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้นในปลายไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน และจากปัจจัยการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ในรอบสองนี้ ทำให้ในไตรมาสแรกของปี 64 ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่างชะลอแผนการลงทุนโครงการใหม่ เพื่อรอดูสถานการณ์ในไตรมาสแรกออกไป

          ขณะเดียวกัน ก็หันกลับมาเน้นระบายสต๊อกเก่าแทนการเปิดโครงการใหม่ เช่น บมจ.แสนสิริ ซึ่งในไตรมาสนี้ไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะชะลอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และรอดูการตอบรับของตลาดจากวัคซีนโควิด-19 หลังจากวัคซีนในล็อตแรกมาถึงประเทศไทยและทยอยฉีดไปแล้ว โดยหลังจากที่มีการทยอยฉีดวัคซีนในรอบแรกไปปรากฏว่าส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจซื้อในตลาดอสังหาฯ เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากยอดขายของบริษัทอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสแรกที่ฟืนตัวกลับมาเกินคาดการณ์

          ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่ในไตรมาสแรกนี้ สามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยไปแล้วกว่า 7,500 ล้านบาท คิดเป็น 26% ของเปาหมายยอดขายปีนี้ 29,000 ล้านบาท โดย ยอดขายในไตรมาสแรกนี้มาจากกลุ่มคอนโดมิเนียม 73% และยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 27% ซึ่งถือเป็นผล การดำเนินงานที่สวนทางกับสภาวะที่ตลาดที่ได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ระลอกใหม่ช่วงปลาย ธ.ค.ปี 63

          โดย ออริจิ้น มองว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ หลังจากนี้ มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้านที่ทยอยเกิดขึ้น ต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาทิ โอกาสการกลับมาเปิดประเทศจากเรื่องวัคซีนวีซ่า การทยอยฉีดวัคซีนปองกันโควิด-19 ให้แก่บุคคลกลุ่มต่างๆการต่ออายุมาตรการลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ และโครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จใน ปีนี้ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท

          ขณะที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สามารถสร้างยอดขายในไตรมาสแรกได้ของปี 64 แล้ว 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเปายอดขายของไตรมาสแรกที่วางไว้ 5,000 ล้านบาท โดยคิดเป็น 30% จากเปาหมายยอดขายทั้งปี ซึ่งวางไว้ที่ 26,000 ล้านบาท ที่น่าจับตาคือ ยอดขาย ดังกล่าวนั้นเป็นจากโครงการเดิมล้วนๆ เพราะในไตรมาสแรกของปีนี้ แสนสิริ ยังไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แถมยังเป็นการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะตลาดที่ยังผันผวน ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจากยอดขายที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกของแสนสิริทำให้แสนสิริมีการปรับเปาหมายยอดขายไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท

          ขณะที่พี่ใหญ่ของตลาดอสังหาฯ อย่างบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าในไตรมาสแรกปี 64 นี้ มียอดขายรวมเติบโตมากกว่าเปาหมายที่ตั้งไว้ 8-10% สวนทางกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 นอกจากนี้ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ในไตรมาสแรกนี้สร้างยอดขาย ได้ดีมาก ซึ่งจากผลดำเนินการของบริษัทอสังหาฯ ข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดในไตรมาสแรก มีการฟืนตัวด้านกำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อที่เร็วขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากดีมานด์ของผู้ที่ต้องการซื้อบ้านยังมีอยู่ต่อเนื่อง ขณะที่สถาบันการเงินเริ่มปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มตลาดอสังหาฯ เริ่มกลับมามีสัญญาณที่ดีขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้หลังจากผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีโควิดระลอก 2 แต่ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้น

          วัคซีนปลุกกำลังซื้อ-ฟื้นเชื่อมั่น

          การมาของวัคซีนปองกันโควิด-19 ในช่วงไตรมาสแรกนี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาฯ ได้ไม่น้อยเพราะนอกจากกำลังซื้อที่เริ่มฟืนตัวให้เห็น และการ ตัดสินใจซื้อที่เร็วขึ้นแล้ว ปัจจัยที่สะท้อนถึงแนวโน้ม การฟืนตัวในสไตรมาสแรกได้เป็นอย่างดีคือ การ ประกาศแผนการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ของบริษัท อสังหาฯซึ่งนี่คือ ปัจจัยที่เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อและ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและบริษัทอสังหาฯ ที่มีต่อตลาดปี 64 โดย บริษัทแรกที่มีการประกาศความชัดเจนใน ขยายการลงทุนในปีนี้ คือ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ซึ่งประกาศลงทุนโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 45,100 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนออกเป็นโครงการที่พัฒนา เอง 5 โครงการ และโครงการร่วมทุนกับ บริษัทยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ 5 โครงการและโครงการร่วมทุนกับฮ่องกงแลนด์ 1 โครงการ

          ขณะที่บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ประกาศเปิดตัวโครงการใหม่ 31 โครงการ โดยแบ่งเป็นแนวราบ 27 โครงการ คอนโดฯ 4 โครงการ มูลค่ารวม 34,000 ล้านบาท พร้อมกับการวางเปาหมายยอดขายไว้ที่ 27,000 ล้านบาท และมีเปาหมายรายได้รวมที่ 28,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ศุภาลัยฯ โฟกัสไปที่ตลาดลูกค้าเรียลดีมานด์ ซึ่งมีพฤติกรรมการจองซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ตามกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงจากการทิ้งดาวน์ ด้านบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกาศลงทุนเปิดตัว 24 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 29,800 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 9,700 ล้านบาท, บ้านแฝดแบรนด์นีโอ โฮม 5 โครงการ 7,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 7 โครงการ 11,000 ล้านบาท และต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท

          ส่วนบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ปีนี้มากับสโลแกน "The Year of Hope" ประกาศแผนการพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ 24 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท โดยวางเปาหมายการยอดขายไว้ที่ 26,000 ล้านบาทและมีเปาหมายการโอนที่ 27,000 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกมีการขยับเปายอดขายเป็น 9,000 ล้านบาทไปแล้วนั้นไม่แน่ว่าปลายปีอาจมีการปรับประมาณการรายได้อีกครั้งหลังจากที่สามารถสร้างยอดขายดีอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรก

          ขณะที่บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากที่ปีก่อนต้องปรับแผนธุรกิจและปรับตัวกันครั้งใหญ่หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปแบบเต็มๆ เพราะธุรกิจหลักคือการพัฒนาคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หลังการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้ลูกค้าตลาดคอนโดฯ ที่เป็นชาวต่างชาติหายไปเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะมีการล็อกดาวน์ประเทศแต่ อนันดาฯ ยังสามารถสร้างยอดโอนในปี 63 ได้กว่า 18,340 ล้านบาท และที่น่าสนใจคือ ในจำนวนนั้นยังเป็นยอดโอนจากลูกค้าต่างชาติถึง 21% ซึ่งสัดส่วนแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปี 62 ซึ่งมีสัดส่วนยอดโอนลูกค้าต่างชาติที่ 22%

          โดยในปี 64 นี้ อนันดาฯ ประกาศแผนลงทุน เปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 24,422 ล้านบาทบนทำเลสะพานควาย สุรวงศ์ ทองหล่อ สุขุมวิท 38 และลำสาลี โดยวางเปาหมายยอดขายไว้ที่ 18,570 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากคอนโดฯ 16,762 ล้านบาท แนวราบ 1,808 ล้านบาท และวางเปาหมายยอดโอนไว้ที่ 16,008 ล้านบาทโดยจะมาจากคอนโดฯ 14,311 ล้านบาท และบ้าน แนวราบ 1,697 ล้านบาท

          ปิดท้ายกันที่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ค่ายอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ที่ทำกำไรสูงสุดในตลาดเกือบทุกปี โดยในปี 64 นี้ ประกาศแผนลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 20,660 ล้านบาท โดยในปีนี้ แลนด์ฯ จะใช้งบประมาณการลงทุน 11,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นงบประมาณในการ ซื้อที่ดิน 6,000 ล้านบาท และลงทุนในกลุ่มพอร์ตอสังหาฯที่สร้างรายได้จากการเช่า 5,000 ล้านบาท

          การประกาศแผนการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ของบริษัทอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของบริษัทที่มีการประกาศแผนการลงทุนในปี 64 แต่ทิศทางการลงทุนที่เกิดขึ้นสามารถสะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ได้อย่างดี โดยเฉพาะตัวเลขการปิดยอดขายของหลายๆ บริษัทในไตรมาส 1/64 นี้ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับอานิงส์จากการเริ่มทยอยฉีดวัคซีนปองกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสต๊อกที่อยู่อาศัยสะสมที่อยู่ในมือผู้ประกอบการ อสังหาฯ ถูกระบายออกไปในไตรมาสแรกนี้จำนวนไม่น้อยนอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่าการที่ผู้บริโภคมีการตัดสินใจซื้อที่เร็วขึ้นในไตรมาสแรก นี่สะท้อนว่ากำลังซื้อในประเทศเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นหลังจากแบงก์เริ่มปล่อย สินเชื่อมากขึ้น .
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ