KKP หวั่นภาคอสังหาฯหดตัว เพิ่มความเสี่ยงภาคการเงินแบงก์ - หุ้น
วันที่ : 26 กรกฎาคม 2566
KKP เผยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการหดตัวลงของจำนวน ประชากรที่จะเริ่มต้นในปี 2573 ตามการการคาดการณ์ของ UN
KKP Research แบงก์เกียรตินาคินภัทร (KKP) ห่วงภาคอสังหาฯ ไทย แนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ชี้หากปล่อยให้มีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จะกระทบภาคการเงินกลุ่มธนาคารและตลาดตราสารหนี้ เพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ เพราะ สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด ขณะที่ภาคอสังหาฯ มีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ที่มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
KKP Research ในกลุ่มธุรกิจ การเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการหดตัวลงของจำนวนประชากรที่จะเริ่มต้นในปี 2573 ตามการการคาดการณ์ของ UN อย่างไรก็ตามภาคอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองใหญ่จะยังขยายตัวต่อได้ตามแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของประชากร เข้าสู่เมืองใหญ่ที่มีมากขึ้น ทำให้ทิศทาง อสังหาฯ ไทยแตกต่างกันระหว่างเมืองใหญ่
และเมืองรองมากขึ้น การเติบโตของภาคอสังหาฯ ในอนาคต มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวอยู่เฉพาะ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่เท่านั้น
"แม้บทบาทของภาคอสังหาฯ ต่อเศรษฐกิจไทยจะมีจำกัด แต่การปล่อยให้ภาคอสังฯ ชะลอต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบไปยังภาคส่วนอื่นในเศรษฐกิจได้ ทั้งในภาคเศรษฐกิจ จริงผ่านกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องในภาคอสังหาฯ และภาคการเงินผ่านกลุ่มธนาคารและตลาด ตราสารหนี้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ เพราะสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด และภาคอสังหาฯ มีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ หนี้ที่มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หากเกิด การชะลอตัวรุนแรง อาจส่งผลต่อเนื่องสู่ ตลาดการเงินได้" KKP Research ระบุ
สำหรับ 4 ปัจจัยกดดันการเติบโตของอสังหาฯ ไทย คือ 1.การขยายพื้นที่เขตเมือง ในต่างจังหวัด ชะลอตัวตามภาคอุตสาหกรรม และบริการ ที่อาจไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่ากับในอดีตตามภาวะ Deglobalization 2.กำลังซื้อคนไทยหดตัว จากรายได้ที่เติบโต ช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาบ้านยังคงเพิ่มขึ้นเร็ว 3.อัตราดอกเบี้ยที่อาจค้างสูงนาน จะเป็นปัจจัยที่ลดกำลังซื้อและเพิ่มภาระหนี้ให้กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัย 4. ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมากแล้วในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลง ของวัฏจักรสินเชื่อ ส่งผลให้การกู้ยืมอาจมี กฎเกณฑ์เข้มงวดขึ้น และความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเติมของผู้กู้ทำได้น้อยลง
KKP Research ในกลุ่มธุรกิจ การเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการหดตัวลงของจำนวนประชากรที่จะเริ่มต้นในปี 2573 ตามการการคาดการณ์ของ UN อย่างไรก็ตามภาคอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองใหญ่จะยังขยายตัวต่อได้ตามแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของประชากร เข้าสู่เมืองใหญ่ที่มีมากขึ้น ทำให้ทิศทาง อสังหาฯ ไทยแตกต่างกันระหว่างเมืองใหญ่
และเมืองรองมากขึ้น การเติบโตของภาคอสังหาฯ ในอนาคต มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวอยู่เฉพาะ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่เท่านั้น
"แม้บทบาทของภาคอสังหาฯ ต่อเศรษฐกิจไทยจะมีจำกัด แต่การปล่อยให้ภาคอสังฯ ชะลอต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบไปยังภาคส่วนอื่นในเศรษฐกิจได้ ทั้งในภาคเศรษฐกิจ จริงผ่านกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องในภาคอสังหาฯ และภาคการเงินผ่านกลุ่มธนาคารและตลาด ตราสารหนี้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ เพราะสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด และภาคอสังหาฯ มีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ หนี้ที่มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หากเกิด การชะลอตัวรุนแรง อาจส่งผลต่อเนื่องสู่ ตลาดการเงินได้" KKP Research ระบุ
สำหรับ 4 ปัจจัยกดดันการเติบโตของอสังหาฯ ไทย คือ 1.การขยายพื้นที่เขตเมือง ในต่างจังหวัด ชะลอตัวตามภาคอุตสาหกรรม และบริการ ที่อาจไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่ากับในอดีตตามภาวะ Deglobalization 2.กำลังซื้อคนไทยหดตัว จากรายได้ที่เติบโต ช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาบ้านยังคงเพิ่มขึ้นเร็ว 3.อัตราดอกเบี้ยที่อาจค้างสูงนาน จะเป็นปัจจัยที่ลดกำลังซื้อและเพิ่มภาระหนี้ให้กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัย 4. ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมากแล้วในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลง ของวัฏจักรสินเชื่อ ส่งผลให้การกู้ยืมอาจมี กฎเกณฑ์เข้มงวดขึ้น และความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเติมของผู้กู้ทำได้น้อยลง
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ