ลดเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 2.5%
Loading

ลดเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 2.5%

วันที่ : 22 สิงหาคม 2566
สศช.หั่นจีดีพีปี 66 เหลือ 2.5-3.0% จากเดิม 2.7-3.7% เพราะส่งออกติดลบต่อเนื่องจนลามภาคการผลิตอุตสาหกรรม
         

         สศช.ชี้เหตุส่งออกทรุด-เบิกจ่ายงบปี 67 ล่าช้า ขณะที่การเบิกจ่ายงบปี 67 ล่าช้ามากกว่า 6 เดือน ส่วนจีดีพีไตรมาส 2 โตเพียง 1.8% แนะรัฐบาลใหม่ สร้างเศรษฐกิจเติบโตแบบมีเสถียรภาพ และแก้ปัญหาให้ตรงจุดระวังปัญหาเศรษฐกิจจีน

          นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2 ปี 66 ว่าขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสแรกปี 66 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ขยายตัวจากไตรมาสแรก 0.2% รวมครึ่งแรกปี66ขยายตัว 2.2% ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 66 คาดขยายตัว 2.5-3.0% มีค่ากลาง 2.75% ลดจากเดิมที่คาด ขยายตัว 2.7-3.7% มีค่ากลางที่ 3.2% เพราะการส่งออกมีปัญหา ประกอบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ 67 ล่าช้าจากปกติ ส่งผลต่องบประมาณภาครัฐที่ปกติเริ่มเบิกจ่ายเดือน ต.ค. โดยเฉพาะงบลงทุนล่าสุดคาดว่าปีงบประมาณ 67 จะลงสู่ระบบไตรมาส 2 ของปี 67 หลังจากที่งบประมาณปี 67 เริ่มบังคับใช้ได้เดือน เม.ย.67 เป็นต้นไป หรือล่าช้าออกไปเกินกว่า 6 เดือน

          "เศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ขยายตัวแค่ 1.8% มาจากการส่งออกมูลค่าลดลง 5.6% ติดลบต่อเนื่อง 3 ไตรมาสดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลง 5.4% การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 4.1% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 การอุปโภคภาครัฐลดลง 4.3% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 7.8%"

          ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปี 66 คาดขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศได้ 28 ล้านคน แต่ปรับรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติลงจากเดิม 1.27 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท เพราะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่สูงมาก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 37,000 บาทต่อคน ต่อทริปน้อยกว่าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดที่ 55,000 บาทต่อคนต่อทริป สำหรับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆ ในปี 66 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 5% มูลค่านำเข้าสินค้าลดลง 1.1% ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 1.2% ของจีดีพี และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7-2.2%

          นายดนุชากล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจแบบมีเสถียรภาพ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ภาคการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงด้วย ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องขยายตลาด และเพิ่มการส่งออกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมชิปต้นน้ำ เพื่อเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ

          "การบริหารเศรษฐกิจระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะตอนนี้เศรษฐกิจจีนมีปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินยังไม่มีข้อมูลมากนักว่า จะลามไปเป็นวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้อีกทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและไต้หวันหากปะทุก็มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อให้มีเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้นรองรับกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า"

          เลขา สศช.กล่าวว่า ขณะนี้การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมีความสำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาภายนอกมากน้อยขนาดไหน เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลของเศรษฐกิจจีนมีน้อย ทำให้วิเคราะห์ยาก และจีนไม่เคยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาก่อน หากรอบนี้เป็นวิกฤติ ไม่รู้ว่าจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ขณะนี้เห็นเฉพาะภาคอสังหาฯ และ Shadow Banking หรือธนาคารเงาของจีนที่เกิดวิกฤติ แต่ไม่รู้ว่าปัญหาลึกขนาดไหน
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ