สิงห์เอสเตท ลั่นQ4พีกสุดของปีนี้ อานิสงส์ธุรกิจโรงแรม-อสังหาฯ เพื่อขายเข้าไฮซีซั่น
Loading

สิงห์เอสเตท ลั่นQ4พีกสุดของปีนี้ อานิสงส์ธุรกิจโรงแรม-อสังหาฯ เพื่อขายเข้าไฮซีซั่น

วันที่ : 28 พฤศจิกายน 2566
สิงห์ เอสเตท หรือ S ส่งซิกผลงานไตรมาส 4/66 ดีที่สุดของปีนี้ รับอานิสงส์ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาฯประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อการขายเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ล่าสุดตุนแบ็กล็อกรวม 4,348 ล้านบาท ทยอยรับรู้ Q4 กว่า 57%
         

        นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่าภาพรวมของผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2566 จะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปี 2566 โดยจะมาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อการขายเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจมีสัดส่วนรายได้เกือบ 90% ของพอร์ตรวม

          สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมในช่วงไตรมาส 4/2566 เป็นช่วงไฮซีซั่นในหลาย ๆ ภูมิภาค อย่างประเทศไทย, มัลดีฟส์ และฟิจิ แม้ในบางภูมิภาคจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่จะมีการพักผ่อนมากขึ้นในช่วงเดือน ธันวาคม ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาคึกคัก

          ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อการขายในไตรมาส 4/2566 กิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์จะมีความคึกคักที่สุดของปี โดยในไตรมาส 4/2566 จะมีโครงการแนวราบสร้างเสร็จใหม่และเริ่มทยอยส่งมอบ 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส และ 2.โครงการ S'RIN (สริน) ราชพฤกษ์–สาย 1 ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมียอดจองแล้วประมาณ 500-600 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่ารวม 4,348 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4/2566 ประมาณ 57% ส่วนที่เหลือ 43% จะทยอยรับรู้ในปีถัดไป ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปี 2566 เตรียมจะเปิดตัวโครงการ 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,600 ล้านบาท ได้แก่ 1.SHAWN RAMINDRA WONGWAEN (ฌอน วงแหวน-รามอินทรา) มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และ 2.โครงการ SHAWN PANYAINDRA (ฌอน ปัญญาอินทรา) มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท

          ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารพาณิชย์ (สำนักงานให้เช่า) ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 8% คาดว่าในอนาคตรายได้จะเพิ่มขึ้น ตามจำนวนผู้เช่าที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจดังกล่าว มี EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่ระดับ 60-65% ซึ่งเป็นส่วนช่วยหล่อเลี้ยงกระแสเงินสดของบริษัทได้เป็นอย่างดี

          ขณะที่กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2566 บริษัทสามารถขายที่ดินได้ 42 ไร่ และเชื่อว่าในอนาคตเป้าหมายที่จะขายที่ดิน 150-200 ไร่ต่อปี สามารถทำได้แน่นอน หลังจากมีการลงทุนในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบกระจายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และถนน แล้วเสร็จ

          นายชัยรัตน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2567 บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งใช้สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ลงทุนทั้งโครงการใหม่และโครงการเดิมที่มีอยู่ และใช้สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ในส่วนของการปรับปรุงเพิ่มเติม ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท (ไม่รวมลงทุนควบรวม หรือซื้อกิจการ (M&A) หากมีในอนาคต)
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ