อสังหาฯหั่นมาร์จิ้นระบายสต๊อก ฉุดQ1ความสามารถทำกำไรลดต่ำสุดรอบ5ปี
วันที่ : 23 พฤษภาคม 2567
เฟรเซอร์ส เผยว่า การเก็งกำไรหายไปสักพักแล้ว เราก็มองว่า เรื่องมาตรการ LTV อาจจะพิจารณาได้ในช่วงนี้ ซึ่งเฟรเซอร์สฯจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เราไม่ได้เน้นการสร้างยอดขายเยอะๆ แล้วเวลาที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ลูกค้าจะโอนฯหายไปหมด เราไม่ต้องการไปเจอสถานการณ์แบบนั้น
เสนอแบงก์ร่นเวลาติดตามลูกค้า หลังปิดหนี้เครดิตบูโร
แม้จะล่วงเลยเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปี 2567 ภาพรวมเศรษฐกิจ ยังคงต้องอาศัยเวลาของการฟื้นตัว แม้จะมีปัจจัยบวกเรื่องภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตดี การส่งออกเริ่มกลับมา ขยายตัวเป็นบวก และการรอเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่คาดว่าภายในเดือนมิถุนายน อาจจะเริ่มมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ กลายเป็นเครื่องยนต์การลงทุนจากภาครัฐ ที่มากระตุ้นให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2567 มีทิศทางที่ดีขึ้น
ในขณะที่ "ภาคธุรกิจอสังหาฯ" หากประเมินจากผลประกอบการในไตรมาสแรกปี 67 ที่ออกมา ดัชนีทางตัวเลขหลายอย่าง บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ภาคอสังหาฯ ยังต้องรอการฟื้นตัวของภาพใหญ่! และการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น อสังหาฯช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็อาจจะขับเคลื่อน ตลาดได้ แต่คงไม่สำแดงฤทธิ์ในไตรมาสนี้ เพราะเรื่องตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูง สถาบันการเงินระมัดระวังการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออยู่
อสังหาฯยังต้องประคองตัว ห่วง ศก.-กำลังซื้อหด
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท วิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงาน ผลการดำเนินงาน ไตรมาสแรก ปี 2567 ของ 39 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า รายได้และกำไร ไตรมาสแรก ปี 2567 ของ 39 บริษัทอสังหาฯ ลดลง 3.55% และ 37.20% ตาม ลำดับ
โดยรายได้รวมของ 39 บริษัทอสังหาฯ มีมูลค่ารวม 71,094.20 ล้านบาท และ กำไรสุทธิที่ 5,462.47 ล้านบาท ลดลง 3.55% และ 37.20% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับรายได้รวม และกำไรสุทธิ ของ 39 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในไตรมาสแรก ปี 2566 ที่มีมูลค่ารวม 73,712.77 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 8,699.16 ล้านบาท
ความสามารถในการทำกำไร ลดเหลือ 7.68%
รายได้และกำไรที่ลดลงดังกล่าว ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไร โดยเฉลี่ยลงมาอยู่ที่ 7.68% ลดลงจาก 11.52% ณ สิ้นปี 2566 และต่ำสุดในรอบ 20 ไตรมาส ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาด ทำให้เกิดการใช้ กลยุทธ์ ด้านราคามาใช้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด
ในขณะที่ สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 39 บริษัท ไตรมาสแรก ปี 2567 อยู่ที่ 686,956.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.06% จากมูลค่า 666,526.73 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 จากเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายในไตรมาสแรก 2567 จำนวนสินค้าคงเหลือ บวกสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของอสังหาฯทั้ง 39 บริษัท จะมีระยะเวลาในการขายประมาณ 27 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทอสังหาฯรายใหญ่ที่มีการขยายโครงการจำนวนมาก และมีโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เป็นต้น
รายใหญ่ ครองส่วนแบ่งรายได้ ถึง 73.20%
เมื่อวิเคราะห์ ถึง ความสามารถในการสร้างรายได้ และกำไรของ 10 บริษัท อสังหาริมทรัพย์ ที่มีรายได้สูงสุด พบว่ารายได้รวมของบริษัท 10 อันดับแรก อยู่ที่ 52,048.01 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 73.20% ของรายได้รวมทั้ง 39 บริษัทขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท 10 อันดับแรก ที่มีกำไรสูงสุด มีมูลค่ารวม 5,915.02 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิรวมของ 39 บริษัท เนื่องจาก มีบริษัทที่ขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 12 บริษัท จาก 39 บริษัท โดยบริษัทที่มีรายได้ และ กำไรสูงสุด คือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
กำลังซื้อชะลอตัว แบงก์คุมเข้มสินเชื่อ
นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงาน ที่ปรับตัวลดลงของผู้ประกอบการอสังหาฯทั้งระบบ เป็นผลมาจากกำลังซื้อในตลาดชะลอตัว ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทำให้มีรายงานอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ในไตรมาสแรกของปี 2567 สูงเกิน 70% การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของสถาบันการเงินในไตรมาสแรก 2567 ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากผลการสำรวจของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาสแรก 2567 พบว่า มีอัตราการอนุมัติสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัย 23.4% จากจำนวนที่ยื่นขอพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในไตรมาสแรก 2567 ลดลงจาก 36.1% ในไตรมาส 4 ของ ปี 2566 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 66 มีอัตราการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 21.5% เท่ากับว่า อัตราการอนุมัติ สินเชื่อในไตรมาสแรกปี 67 ปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 66
โดยข้อมูลมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารพาณิชย์ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย และการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในไตรมาสแรกของ ปี 2567 พบว่า มีมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่รวม 114,612 ล้านบาท ลดลง 18.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2566
ในขณะที่ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่ว ประเทศในไตรมาสแรก ปี 67 อยู่ที่ 72,954 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 208,732 ล้านบาท ลดลง 13.8% และ 13.44% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจำนวนการโอน 84,169 หน่วย และคิดเป็นมูลค่า 241,167 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปี 66
"อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ที่รัฐบาลประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา น่าจะสามารถช่วย กระตุ้นภาคอสังหาฯได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้" นาย ประพันธ์ศักดิ์ กล่าว
ขอแบงก์ร่นเวลาติดตามลูกค้าหลังปิดหนี้เครดิตบูโร
นายอภิชาติ เฮงวาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงแนวโน้มการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสินค้าคอนโดฯในตลาดที่ลดลงไป แต่ความต้องการ (ดีมานด์) ยังมีอยู่ตลอดเวลา สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ โอกาสปรับตัว ดีขึ้นเล็กน้อย ก็ทำให้คนรีบตัดสินใจซื้อ หลังจากที่รออยู่ มาระยะหนึ่ง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาค อสังหาริมทรัพย์ก็มีส่วนที่ได้ประกาศขยายค่าธรรมเนียม การโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 ออกไป และครอบคลุมไปถึงที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้าน บาท รวมถึงข้อดี การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่คาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ ทำให้เชื่อมั่นเงินลงทุนจากภาครัฐที่จะเข้าไปสู่ภาคต่างๆ จะเริ่ม ย้อนกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มคนมีกำลังซื้อ มากขึ้น และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะลดลง เริ่มเห็น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ขยับดอกเบี้ยมาระยะหนึ่งแล้ว และทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายาม รักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ให้ห่างมากเกินไป เมื่อหากในระยะข้างหน้า เมื่อเฟดลดดอกเบี้ย และ ธปท.ปรับลงตามกำลังซื้อจะกลับมา
"และล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้ปรึกษาหารือ ที่จะไปดูการ Refresh กลุ่มลูกค้าที่เคยติดเครดิตบูโร หรือ มีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับเรื่องประวัติการชำระนั้น ก็จะทำให้ภาคอสังหาฯได้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยบวก ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นผู้ประกอบการใน ภาคอสังหฯ กล่าวในทิศทางเดียวกัน อัตราปฏิเสธสินเชื่อ สูงมาก บางกลุ่มถูกรีเจกต์เรตถึงร้อยละ 50-60 หมายความว่ายังมีความต้องการซื้อบ้านตลอดเวลา เพียงแต่ผู้ซื้อไม่มีแหล่งเงินทุน ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ผมว่าถ้าสามารถไปแก้ไขในเครดิตบูโรได้ ก็จะทำให้ธนาคารพร้อมอนุมัติสินเชื่อ จะช่วยดึงกลุ่มลูกค้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มแน่นอนเมื่อล้างประวัติเครดิตบูโรแล้ว มีการปิดหนี้แล้ว ทางสถาบันการเงินก็ยังใช้เวลามอนิเตอร์ลูกค้ากว่าครึ่งปี (ประมาณ 6 เดือน) มีการไปสร้างหนี้ใหม่ หรือไม่มีประเด็นปัญหาอะไรเพิ่มเติม เพราะธนาคารก็กังวล เพราะมีบทเรียนในปี 2540 มาแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว แบงก์ใช้เวลา 6 เดือน นานไป แต่ในแง่ของผู้ประกอบการคิดว่าน่าจะปรับลงมาได้ ในใจผม 3 เดือนก็น่าเพียงพอ" นายอภิชาติกล่าว
อนึ่ง ข้อมูลเครดิต คือ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ของลูกค้า ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิต และจะปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิต เมื่อมีผู้ขอเรียกดู ซึ่งจะสะท้อนสถานะของผู้ที่จะขอทำธุรกรรมกับธนาคารได้อย่างชัดเจน และ ละเอียดมาก
มอง LTV อุปสรรคการเข้าถึงสินเชื่อ
นายอภิชาติกล่าว ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นการเก็งกำไรในตลาดคอนโดมิเนียมว่า ปัจจุบันการจะซื้อยกชั้นนั้นไม่มี ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะคล้ายๆการเก็งกำไร และขณะนี้การจะขายใบจองคอนโดมิเนียม ก็แทบจะไม่ให้เห็น ซึ่งทางโครงการมีเงื่อนไขค่าปรับการเปลี่ยนใบจองอยู่ที่ 50,000 บาท อาจจะไม่คุ้มหากคิดจะไปขายใบจอง
"การเก็งกำไรหายไปสักพักแล้ว เราก็มองว่า เรื่องมาตรการ LTV อาจจะพิจารณาได้ในช่วงนี้ ซึ่งเฟรเซอร์สฯจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เราไม่ได้เน้นการสร้างยอดขายเยอะๆ แล้วเวลาที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ลูกค้าจะโอนฯหายไปหมด เราไม่ต้องการไปเจอสถานการณ์แบบนั้น"
กู้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนไหว
ขณะที่บริษัทอสังหาฯหลายแห่ง ได้จับมือกับสถาบันการเงินในการออกแพกเกจสินเชื่อบ้านใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าได้มีโอกาสรับเงื่อนไขพิเศษ และลดความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับวงเงินสินเชื่อ หรือ ได้รับอนุมัติวงเงินไม่เต็มจำนวนของราคาบ้านสุทธิ
นางสาวพัทธมล เลาหพูนรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คน หรือ "Lifestyle Property Developer"กล่าวว่า เพื่อร่วมส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถมีบ้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการมีพื้นที่การอยู่อาศัยที่ดี จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้ผนึกกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มอบสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ 0.99% นานสูงสุด 3 ปี* สำหรับลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ที่ซื้อโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์โฮม ในเครืออารียาฯ ในระดับราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 15 โครงการ
พิเศษ!สำหรับลูกค้าโซนบางนา รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 500,000 บาท พร้อมฟรี! ทุกค่าใช้จ่ายวันโอนฯ เฉพาะโครงการที่กำหนดสำหรับลูกค้าที่จอง และโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2567
ทั้งนี้ ทางโครงการได้หมายเหตุ "กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว" อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ระหว่าง 4.16%-5.55% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ปัจจุบันเท่ากับ 7.30% ต่อปีมีผลวันที่ 3 ต.ค. 66 ซึ่งเป็น อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ตามประกาศของธนาคาร .
อสังหาฯเจอรีเจกต์เรตพุ่ง หันเปิดบ้านหรู มั่นใจ'อ่อนนุช-บางนา-สุขาภิบาล5'กำลังซื้อสูง
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (แอล ดับเบิลยู เอสฯ) บริษัท วิจัย และ พัฒนา อสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากการสำรวจของ แอล ดับเบิลยู เอสฯ พบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาฯหันมาพัฒนาโครงการบ้านพักอาศัย ระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ กำลังซื้อ ในตลาด ที่เพิ่มขึ้น และ หลีกเลี่ยง ปัญหาอัตราการปฏิเสธ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Rejection Rate) ที่ปัจจุบัน มีสัดส่วนที่สูงถึง 70% สำหรับการขอสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยในระดับ ราคาที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงในเรื่องความสามารถในการชำระคืนหนี้ ของ ผู้กู้ รวมถึง คุณภาพของ สินเชื่อ ที่เริ่มมีปัญหา
และจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน จะเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยในระดับราคาสูงเพิ่มขึ้น จากการสำรวจล่าสุด ในไตรมาสแรก ปี 67 พบว่า มีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ทั้งสิ้น 24 โครงการ จำนวน 1,896 หน่วย เพิ่มขึ้น 117% มีมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาสแรกปี67 ที่ 45,056 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 166% มีอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวเฉลี่ยที่ 9 % เท่ากับอัตราการขายเฉลี่ยที่ 9 % ในระยะเดียวกันของปี 2566 โดยราคาขายของบ้านระดับราคาเกิน 10 ล้านบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 23.8 ล้านบาท ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 22.68%
เปิด 3 ทำเลทอง อ่อนนุช, บางนา-ตราด, สุขาภิบาล 5
จากการสำรวจทำเล พบว่า 3 ทำเลทองที่มีการเปิดตัวโครงการมากสุดได้แก่ ทำเล อ่อนนุช,บางนา-ตราด และ สุขาภิบาล 5 โดยทำเล อ่อนนุช เป็นทำเลที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ที่เปิดตัวสะสมอยู่ทั้งหมด 14 โครงการ คิดเป็นจำนวนหน่วยเปิดขายทั้งสิ้น 491 หน่วย ยอดขาย ณ วันเปิดตัวโครงการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 29%
โดยอ่อนนุช เป็นทำเล ที่เหมาะกับการอยู่อาศัย เนื่องจากสามารถเดินทางได้สะดวก มีรถไฟฟ้า 2 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายหลักเข้าสู่ใจ กลางเมือง) และสายสีเหลือง มี สิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่โดยรอบในพื้นที่ใกล้เคียง มีโรงพยาบาล 6 แห่งในระยะ 5 กิโลเมตร รวมถึงมีสถานศึกษาจำนวนมากในระยะ 5 กม.
ในขณะที่ทำเล บางนา-ตราด กม. 10-30 มีโครงการที่เปิดตัวใหม่เฉพาะในไตรมาสแรก จำนวน 3 โครงการ จำนวน 275 หน่วย ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 20-50 ล้านบาทต่อหน่วย มีอัตราการขายเฉลี่ย ณ วันเปิดตัวที่ 12% ทำเลนี้เป็นทำเลที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย เดินทางสะดวก เป็นเส้นทาง สำคัญของกรุงเทพฯ โซนตะวันออก นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อ กับทางพิเศษเฉลิมมหานคร เพื่อมุ่งสู่ CBD ยังมีแหล่งงาน ทั้งสำนักงาน และ นิคมอุตฯ มีห้างสรรพสินค้า ถือเป็นทำเล ที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย และ การทำงาน ถือเป็นย่าน ธุรกิจใหม่ ฝั่งตะวันออก
ส่วนทำเล สุขาภิบาล 5 ปัจจุบันมีจำนวนโครงการบ้านพักอาศัย ระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท เปิดตัวใหม่เฉพาะในไตรมาสแรก ของปี 67 จำนวน 2 โครงการ จำนวน 335 หน่วยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30 ล้านบาท ต่อหน่วย มีอัตราการขายเฉลี่ย ณ วันเปิดตัวที่ 7% เป็นอีกหนึ่งทำเลที่เหมาะกับการพัฒนาบ้านพักอาศัย ระดับราคาสูง เส้นทางคมนาคมในทำเลสะดวกเชื่อมต่อ ถนนได้หลายเส้นทาง และสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย สถานีสายหยุด หรือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีวัชรพล เป็นต้น
"การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระดับราคาสูง เพื่อตอบโจทย์กับกำลังซื้อที่ยังมีอยู่ จึงเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการ อสังหาฯ ที่เข้ามาพัฒนาโครงการในระดับราคานี้ และเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงในทำเลศักยภาพ ซึ่งทั้งสามทำเล เป็นทำเลที่เหมาะสม ที่ตอบโจทย์ให้กับทั้งผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ และผู้ซื้อ" .
แม้จะล่วงเลยเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปี 2567 ภาพรวมเศรษฐกิจ ยังคงต้องอาศัยเวลาของการฟื้นตัว แม้จะมีปัจจัยบวกเรื่องภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตดี การส่งออกเริ่มกลับมา ขยายตัวเป็นบวก และการรอเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่คาดว่าภายในเดือนมิถุนายน อาจจะเริ่มมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ กลายเป็นเครื่องยนต์การลงทุนจากภาครัฐ ที่มากระตุ้นให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2567 มีทิศทางที่ดีขึ้น
ในขณะที่ "ภาคธุรกิจอสังหาฯ" หากประเมินจากผลประกอบการในไตรมาสแรกปี 67 ที่ออกมา ดัชนีทางตัวเลขหลายอย่าง บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ภาคอสังหาฯ ยังต้องรอการฟื้นตัวของภาพใหญ่! และการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น อสังหาฯช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็อาจจะขับเคลื่อน ตลาดได้ แต่คงไม่สำแดงฤทธิ์ในไตรมาสนี้ เพราะเรื่องตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูง สถาบันการเงินระมัดระวังการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออยู่
อสังหาฯยังต้องประคองตัว ห่วง ศก.-กำลังซื้อหด
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท วิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงาน ผลการดำเนินงาน ไตรมาสแรก ปี 2567 ของ 39 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า รายได้และกำไร ไตรมาสแรก ปี 2567 ของ 39 บริษัทอสังหาฯ ลดลง 3.55% และ 37.20% ตาม ลำดับ
โดยรายได้รวมของ 39 บริษัทอสังหาฯ มีมูลค่ารวม 71,094.20 ล้านบาท และ กำไรสุทธิที่ 5,462.47 ล้านบาท ลดลง 3.55% และ 37.20% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับรายได้รวม และกำไรสุทธิ ของ 39 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในไตรมาสแรก ปี 2566 ที่มีมูลค่ารวม 73,712.77 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 8,699.16 ล้านบาท
ความสามารถในการทำกำไร ลดเหลือ 7.68%
รายได้และกำไรที่ลดลงดังกล่าว ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไร โดยเฉลี่ยลงมาอยู่ที่ 7.68% ลดลงจาก 11.52% ณ สิ้นปี 2566 และต่ำสุดในรอบ 20 ไตรมาส ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาด ทำให้เกิดการใช้ กลยุทธ์ ด้านราคามาใช้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด
ในขณะที่ สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 39 บริษัท ไตรมาสแรก ปี 2567 อยู่ที่ 686,956.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.06% จากมูลค่า 666,526.73 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 จากเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายในไตรมาสแรก 2567 จำนวนสินค้าคงเหลือ บวกสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของอสังหาฯทั้ง 39 บริษัท จะมีระยะเวลาในการขายประมาณ 27 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทอสังหาฯรายใหญ่ที่มีการขยายโครงการจำนวนมาก และมีโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เป็นต้น
รายใหญ่ ครองส่วนแบ่งรายได้ ถึง 73.20%
เมื่อวิเคราะห์ ถึง ความสามารถในการสร้างรายได้ และกำไรของ 10 บริษัท อสังหาริมทรัพย์ ที่มีรายได้สูงสุด พบว่ารายได้รวมของบริษัท 10 อันดับแรก อยู่ที่ 52,048.01 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 73.20% ของรายได้รวมทั้ง 39 บริษัทขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท 10 อันดับแรก ที่มีกำไรสูงสุด มีมูลค่ารวม 5,915.02 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิรวมของ 39 บริษัท เนื่องจาก มีบริษัทที่ขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 12 บริษัท จาก 39 บริษัท โดยบริษัทที่มีรายได้ และ กำไรสูงสุด คือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
กำลังซื้อชะลอตัว แบงก์คุมเข้มสินเชื่อ
นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงาน ที่ปรับตัวลดลงของผู้ประกอบการอสังหาฯทั้งระบบ เป็นผลมาจากกำลังซื้อในตลาดชะลอตัว ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทำให้มีรายงานอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ในไตรมาสแรกของปี 2567 สูงเกิน 70% การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของสถาบันการเงินในไตรมาสแรก 2567 ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากผลการสำรวจของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาสแรก 2567 พบว่า มีอัตราการอนุมัติสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัย 23.4% จากจำนวนที่ยื่นขอพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในไตรมาสแรก 2567 ลดลงจาก 36.1% ในไตรมาส 4 ของ ปี 2566 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 66 มีอัตราการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 21.5% เท่ากับว่า อัตราการอนุมัติ สินเชื่อในไตรมาสแรกปี 67 ปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 66
โดยข้อมูลมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารพาณิชย์ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย และการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในไตรมาสแรกของ ปี 2567 พบว่า มีมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่รวม 114,612 ล้านบาท ลดลง 18.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2566
ในขณะที่ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่ว ประเทศในไตรมาสแรก ปี 67 อยู่ที่ 72,954 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 208,732 ล้านบาท ลดลง 13.8% และ 13.44% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจำนวนการโอน 84,169 หน่วย และคิดเป็นมูลค่า 241,167 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปี 66
"อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ที่รัฐบาลประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา น่าจะสามารถช่วย กระตุ้นภาคอสังหาฯได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้" นาย ประพันธ์ศักดิ์ กล่าว
ขอแบงก์ร่นเวลาติดตามลูกค้าหลังปิดหนี้เครดิตบูโร
นายอภิชาติ เฮงวาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงแนวโน้มการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสินค้าคอนโดฯในตลาดที่ลดลงไป แต่ความต้องการ (ดีมานด์) ยังมีอยู่ตลอดเวลา สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ โอกาสปรับตัว ดีขึ้นเล็กน้อย ก็ทำให้คนรีบตัดสินใจซื้อ หลังจากที่รออยู่ มาระยะหนึ่ง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาค อสังหาริมทรัพย์ก็มีส่วนที่ได้ประกาศขยายค่าธรรมเนียม การโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 ออกไป และครอบคลุมไปถึงที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้าน บาท รวมถึงข้อดี การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่คาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ ทำให้เชื่อมั่นเงินลงทุนจากภาครัฐที่จะเข้าไปสู่ภาคต่างๆ จะเริ่ม ย้อนกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มคนมีกำลังซื้อ มากขึ้น และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะลดลง เริ่มเห็น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ขยับดอกเบี้ยมาระยะหนึ่งแล้ว และทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายาม รักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ให้ห่างมากเกินไป เมื่อหากในระยะข้างหน้า เมื่อเฟดลดดอกเบี้ย และ ธปท.ปรับลงตามกำลังซื้อจะกลับมา
"และล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้ปรึกษาหารือ ที่จะไปดูการ Refresh กลุ่มลูกค้าที่เคยติดเครดิตบูโร หรือ มีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับเรื่องประวัติการชำระนั้น ก็จะทำให้ภาคอสังหาฯได้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยบวก ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นผู้ประกอบการใน ภาคอสังหฯ กล่าวในทิศทางเดียวกัน อัตราปฏิเสธสินเชื่อ สูงมาก บางกลุ่มถูกรีเจกต์เรตถึงร้อยละ 50-60 หมายความว่ายังมีความต้องการซื้อบ้านตลอดเวลา เพียงแต่ผู้ซื้อไม่มีแหล่งเงินทุน ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ผมว่าถ้าสามารถไปแก้ไขในเครดิตบูโรได้ ก็จะทำให้ธนาคารพร้อมอนุมัติสินเชื่อ จะช่วยดึงกลุ่มลูกค้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มแน่นอนเมื่อล้างประวัติเครดิตบูโรแล้ว มีการปิดหนี้แล้ว ทางสถาบันการเงินก็ยังใช้เวลามอนิเตอร์ลูกค้ากว่าครึ่งปี (ประมาณ 6 เดือน) มีการไปสร้างหนี้ใหม่ หรือไม่มีประเด็นปัญหาอะไรเพิ่มเติม เพราะธนาคารก็กังวล เพราะมีบทเรียนในปี 2540 มาแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว แบงก์ใช้เวลา 6 เดือน นานไป แต่ในแง่ของผู้ประกอบการคิดว่าน่าจะปรับลงมาได้ ในใจผม 3 เดือนก็น่าเพียงพอ" นายอภิชาติกล่าว
อนึ่ง ข้อมูลเครดิต คือ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ของลูกค้า ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิต และจะปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิต เมื่อมีผู้ขอเรียกดู ซึ่งจะสะท้อนสถานะของผู้ที่จะขอทำธุรกรรมกับธนาคารได้อย่างชัดเจน และ ละเอียดมาก
มอง LTV อุปสรรคการเข้าถึงสินเชื่อ
นายอภิชาติกล่าว ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นการเก็งกำไรในตลาดคอนโดมิเนียมว่า ปัจจุบันการจะซื้อยกชั้นนั้นไม่มี ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จะคล้ายๆการเก็งกำไร และขณะนี้การจะขายใบจองคอนโดมิเนียม ก็แทบจะไม่ให้เห็น ซึ่งทางโครงการมีเงื่อนไขค่าปรับการเปลี่ยนใบจองอยู่ที่ 50,000 บาท อาจจะไม่คุ้มหากคิดจะไปขายใบจอง
"การเก็งกำไรหายไปสักพักแล้ว เราก็มองว่า เรื่องมาตรการ LTV อาจจะพิจารณาได้ในช่วงนี้ ซึ่งเฟรเซอร์สฯจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เราไม่ได้เน้นการสร้างยอดขายเยอะๆ แล้วเวลาที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ลูกค้าจะโอนฯหายไปหมด เราไม่ต้องการไปเจอสถานการณ์แบบนั้น"
กู้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนไหว
ขณะที่บริษัทอสังหาฯหลายแห่ง ได้จับมือกับสถาบันการเงินในการออกแพกเกจสินเชื่อบ้านใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าได้มีโอกาสรับเงื่อนไขพิเศษ และลดความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับวงเงินสินเชื่อ หรือ ได้รับอนุมัติวงเงินไม่เต็มจำนวนของราคาบ้านสุทธิ
นางสาวพัทธมล เลาหพูนรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คน หรือ "Lifestyle Property Developer"กล่าวว่า เพื่อร่วมส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถมีบ้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการมีพื้นที่การอยู่อาศัยที่ดี จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้ผนึกกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มอบสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ 0.99% นานสูงสุด 3 ปี* สำหรับลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ที่ซื้อโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์โฮม ในเครืออารียาฯ ในระดับราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 15 โครงการ
พิเศษ!สำหรับลูกค้าโซนบางนา รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 500,000 บาท พร้อมฟรี! ทุกค่าใช้จ่ายวันโอนฯ เฉพาะโครงการที่กำหนดสำหรับลูกค้าที่จอง และโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2567
ทั้งนี้ ทางโครงการได้หมายเหตุ "กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว" อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ระหว่าง 4.16%-5.55% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ปัจจุบันเท่ากับ 7.30% ต่อปีมีผลวันที่ 3 ต.ค. 66 ซึ่งเป็น อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ตามประกาศของธนาคาร .
อสังหาฯเจอรีเจกต์เรตพุ่ง หันเปิดบ้านหรู มั่นใจ'อ่อนนุช-บางนา-สุขาภิบาล5'กำลังซื้อสูง
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (แอล ดับเบิลยู เอสฯ) บริษัท วิจัย และ พัฒนา อสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากการสำรวจของ แอล ดับเบิลยู เอสฯ พบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาฯหันมาพัฒนาโครงการบ้านพักอาศัย ระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ กำลังซื้อ ในตลาด ที่เพิ่มขึ้น และ หลีกเลี่ยง ปัญหาอัตราการปฏิเสธ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Rejection Rate) ที่ปัจจุบัน มีสัดส่วนที่สูงถึง 70% สำหรับการขอสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยในระดับ ราคาที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงในเรื่องความสามารถในการชำระคืนหนี้ ของ ผู้กู้ รวมถึง คุณภาพของ สินเชื่อ ที่เริ่มมีปัญหา
และจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน จะเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยในระดับราคาสูงเพิ่มขึ้น จากการสำรวจล่าสุด ในไตรมาสแรก ปี 67 พบว่า มีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ทั้งสิ้น 24 โครงการ จำนวน 1,896 หน่วย เพิ่มขึ้น 117% มีมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาสแรกปี67 ที่ 45,056 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 166% มีอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวเฉลี่ยที่ 9 % เท่ากับอัตราการขายเฉลี่ยที่ 9 % ในระยะเดียวกันของปี 2566 โดยราคาขายของบ้านระดับราคาเกิน 10 ล้านบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 23.8 ล้านบาท ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 22.68%
เปิด 3 ทำเลทอง อ่อนนุช, บางนา-ตราด, สุขาภิบาล 5
จากการสำรวจทำเล พบว่า 3 ทำเลทองที่มีการเปิดตัวโครงการมากสุดได้แก่ ทำเล อ่อนนุช,บางนา-ตราด และ สุขาภิบาล 5 โดยทำเล อ่อนนุช เป็นทำเลที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท ที่เปิดตัวสะสมอยู่ทั้งหมด 14 โครงการ คิดเป็นจำนวนหน่วยเปิดขายทั้งสิ้น 491 หน่วย ยอดขาย ณ วันเปิดตัวโครงการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 29%
โดยอ่อนนุช เป็นทำเล ที่เหมาะกับการอยู่อาศัย เนื่องจากสามารถเดินทางได้สะดวก มีรถไฟฟ้า 2 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายหลักเข้าสู่ใจ กลางเมือง) และสายสีเหลือง มี สิ่งอำนวยความสะดวกกระจายตัวอยู่โดยรอบในพื้นที่ใกล้เคียง มีโรงพยาบาล 6 แห่งในระยะ 5 กิโลเมตร รวมถึงมีสถานศึกษาจำนวนมากในระยะ 5 กม.
ในขณะที่ทำเล บางนา-ตราด กม. 10-30 มีโครงการที่เปิดตัวใหม่เฉพาะในไตรมาสแรก จำนวน 3 โครงการ จำนวน 275 หน่วย ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 20-50 ล้านบาทต่อหน่วย มีอัตราการขายเฉลี่ย ณ วันเปิดตัวที่ 12% ทำเลนี้เป็นทำเลที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย เดินทางสะดวก เป็นเส้นทาง สำคัญของกรุงเทพฯ โซนตะวันออก นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อ กับทางพิเศษเฉลิมมหานคร เพื่อมุ่งสู่ CBD ยังมีแหล่งงาน ทั้งสำนักงาน และ นิคมอุตฯ มีห้างสรรพสินค้า ถือเป็นทำเล ที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย และ การทำงาน ถือเป็นย่าน ธุรกิจใหม่ ฝั่งตะวันออก
ส่วนทำเล สุขาภิบาล 5 ปัจจุบันมีจำนวนโครงการบ้านพักอาศัย ระดับราคาเกิน 10 ล้านบาท เปิดตัวใหม่เฉพาะในไตรมาสแรก ของปี 67 จำนวน 2 โครงการ จำนวน 335 หน่วยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30 ล้านบาท ต่อหน่วย มีอัตราการขายเฉลี่ย ณ วันเปิดตัวที่ 7% เป็นอีกหนึ่งทำเลที่เหมาะกับการพัฒนาบ้านพักอาศัย ระดับราคาสูง เส้นทางคมนาคมในทำเลสะดวกเชื่อมต่อ ถนนได้หลายเส้นทาง และสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย สถานีสายหยุด หรือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีวัชรพล เป็นต้น
"การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระดับราคาสูง เพื่อตอบโจทย์กับกำลังซื้อที่ยังมีอยู่ จึงเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการ อสังหาฯ ที่เข้ามาพัฒนาโครงการในระดับราคานี้ และเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงในทำเลศักยภาพ ซึ่งทั้งสามทำเล เป็นทำเลที่เหมาะสม ที่ตอบโจทย์ให้กับทั้งผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ และผู้ซื้อ" .
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ