ANAN ยอดโอน Q3 พุ่ง 3.3 พันล้าน คาด Q4 ฟื้นตุนแบ็กล็อกรอบุ๊ก 2 พันล้าน ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย
Loading

ANAN ยอดโอน Q3 พุ่ง 3.3 พันล้าน คาด Q4 ฟื้นตุนแบ็กล็อกรอบุ๊ก 2 พันล้าน ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย

วันที่ : 8 ตุลาคม 2567
ANAN คาดไตรมาส 3/67 ยอดโอน 3,300 ล้านบาท โต 40-50% ขณะที่ตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 4/67 ฟื้นหลังตุนแบ็กล็อกรอโอนเกือบ 2,000 ล้านบาท ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย-ธปท.ผ่อนเกณฑ์ LTV ชั่วคราว หนุนกำลังซื้อลูกค้าเพิ่ม
   
    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ ANAN ในไตรมาส 3/2567 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 3,300 ล้านบาท เติบโต 40-50% จากไตรมาส 2/2567 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 2,300 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 3/2567 มีโครงการคอนโดมิเนียมเสร็จใหม่ 1 โครงการ คือ โครงการ ไอดีโอ พระราม 4 มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท โดยเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่าน ซึ่งเพียงเดือนเดียวสามารถส่งมอบได้ถึง 1,400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของมูลค่าโครงการ

    ขณะที่ไตรมาส 4/2567 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่ารวมเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ใกล้เคียงกับไตรมาส 3/2567 โดยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 4/2567 เริ่มเห็นการฟื้นตัว หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่ามูลค่าซัพพลายคอนโดมิเนียมที่จะเสร็จใหม่เตรียมโอนในช่วงไตรมาส 4/2567 มีมูลค่ารวมประมาณ 86,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่สูงสุดของปี (ไตรมาส 1/2567 มีซัพพลายเสร็จใหม่มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท, ไตรมาส 2/2567 มีซัพพลายเสร็จใหม่มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท และไตรมาส 3/2567 มีซัพพลายเสร็จใหม่มูลค่ารวม 31,000 ล้านบาท) โดยซัพพลายเสร็จใหม่ในไตรมาส 4/2567 เป็นซัพพลายที่มียอดขายแล้วประมาณ 50-60% และ 50% จองยอดขายที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเป็นยอดขายจากลูกค้าต่างชาติ

    ทั้งนี้ ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยคาดว่าจะมีการประกาศปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งถือเป็นการประกาศในช่วงเวลาที่ดีสุดและเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะในไตรมาส 4/2567 มีซัพพลายที่เสร็จใหม่จำนวนมาก ซึ่งดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้แนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าลงด้วย ทำให้อำนาจการซื้อของลูกค้าชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งการลดดอกเบี้ยลง 0.25% จะทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น 2% ส่วนเงินบาทที่อ่อนค่าจะเพิ่มความสามารถในการซื้อของลูกค้าต่างชาติด้วย

    ส่วนนโยบายในระยะสั้น ที่อยากให้รัฐสนับสนุน เพื่อประคองตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย 1.ควรชะลอการใช้มาตรการ LTV ชั่วคราว, 2.ปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อลดภาระผู้ซื้อ ซึ่งดอกเบี้ยจะผูกกับค่าเงินด้วย ดอกเบี้ยลดลง ค่าเงินก็จะอ่อนตัวลงด้วย ทำให้ผู้ซื้อบ้านทั้งคนไทยเองและชาวต่างชาติมีอำนาจในการซื้อมากขึ้น, 3.ต้องการให้ภาครัฐออกกลไกล เพื่อบังคับให้ธนาคารพานิชย์ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนตลาด, 4.การลดหย่อยภาษีในการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป จะช่วยกระตุ้นตลาดระดับบนได้เพิ่มขึ้น

    ส่วนนโยบายในระยะยาว มองว่าการแก้กฎหมายให้ต่างชาติสามารถเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ระยะยาวได้ เพื่อหยุดการใช้นอมินี โดยให้สิทธิ์เช่า 60-80 ปี (ไม่ต้องถึง 99 ปี) ถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากต่างชาติผ่าน “นอมินี” มีมูลค่าที่สูง และคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของมูลค่าซื้อขายตลาดต่างชาติทั้งหมด การดึงลูกค้าต่างชาติเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อจะได้เก็บภาษี และนำเม็ดเงินเข้ามาใช้ตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านผู้มีรายได้น้อย ด้วยการฟรีดอกเบี้ย 3 ปีแรกสำหรับลูกค้าในกลุ่มรากหญ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อเสนอที่ผู้ประกอบการได้เสนอให้เพิ่มสัดส่วนการถือครองคอนโดมิเนียมเพิ่มเป็น 75% จากเดิม 49% นั้น ควรกำหนดโซนให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันมีไม่กี่โซนที่ต่างชาติสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์สูงกว่าโควตา โดยในกรุงเทพฯ เช่น พระโขนง, สุขุมวิท พระราม 9 เป็นต้น รวมทั้งจะมีพัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นต้น
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ