'ซีพี' ลั่นพร้อมลุยไฮสปีดเทรน ลุ้นรัฐบาลใหม่แก้สัญญาลงทุน
Loading

'ซีพี' ลั่นพร้อมลุยไฮสปีดเทรน ลุ้นรัฐบาลใหม่แก้สัญญาลงทุน

วันที่ : 22 มกราคม 2569
"ศุภชัย" เปิดใจ "ซีพี" มุ่งมั่น เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ให้สำเร็จ แต่ติดปัญหาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน กระทบแหล่งเงินกู้ ชี้เงื่อนไขความสำเร็จ ต้องเชื่อมรถไฟไทย-จีน สกพอ.เตรียมเสนอ รัฐบาลใหม่เคาะแก้ไขสัญญา รฟท.ชี้เจรจา "ซีพี" พร้อมก่อสร้าง เร่งเข้าพื้นที่ทับซ้อนไฮสปีดไทย-จีน ช่วงสัญญาบางซื่อ-ดอนเมือง
   การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา มีปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนใน โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ถือหุ้นใหญ่

   สำหรับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนมีจุดเริ่มต้น ตั้งแต่ปี 2564 เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 การแก้สัญญา เพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด หลังจากนั้น ได้เข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาของคู่สัญญา

   นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่น ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นความมุ่งมั่นของซีพีที่ต้องการทำให้สำเร็จเพื่อประโยชน์ประเทศ แต่ปัจจุบันติดปัญหาหลังได้เงื่อนไขสัญญาแบบ PPP ที่รัฐเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนปีที่ 6 ส่งผลให้ สถาบันการเงินระดับโลก เช่น บรรษัทเงินทุนระหว่าง ประเทศ (IFC) ปฏิเสธการปล่อยกู้เพราะมองว่าเอกชนแบกความเสี่ยงสูงเกินช่วง 5 ปีแรก

   "แบงก์บอกว่าไม่มีสัญญาไหนเลยเหมือนของคุณ แล้วจะให้กู้ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่ เฉพาะแบงก์ไทย แต่ไปถึง IFC ซึ่งเขาบอกถ้าไม่ปรับแก้เรื่องนี้ก็คงไม่ได้ แต่เราพยายามทำเท่าที่ทำได้ อย่างแอร์พอร์ตลิงก์ได้บริหารมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ก็เหลือแค่จุดนี้ที่เรียนตรงๆ ว่า ทุกรัฐบาลดูเหมือนจะเห็นด้วยเลยต้องรอ แต่โครงการรถไฟความเร็วสูง EEC จะไม่คุ้มค่าหากไม่เชื่อมต่อเส้นทางระหว่าง โคราชและหนองคายได้"

   นายศุภชัย มองว่า ความคุ้มค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเชื่อมต่อเส้นทางจากจีนลงมายัง บางซื่อ และขยายเส้นทางออกไปทางตะวันตก เพื่อลงไปเชื่อมต่อกับมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียต้องการที่จะเชื่อมกับไทยมาก และอาจสนับสนุน ด้านงบประมาณ (Financing) ให้ด้วย

   "โครงการไฮสปีด คือ เส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพียงแค่เริ่มขั้นตอนการลงเสาเข็ม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเงินลงทุนจากต่างชาติ ก็เริ่มไหลเข้าพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง เพราะ นักลงทุนเห็นศักยภาพในอนาคต ความน่าสนใจ หลักของโครงการนี้ คือ ทำให้ไทยเชื่อมต่อกับจีน และหากแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงไปสู่อินเดียได้จะยิ่งยกระดับความสำคัญของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้"

   สกพอ.จ่อชงรัฐบาลใหม่แก้สัญญา

   นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่อยู่ขั้นตอนแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดย สกพอ.หารือกับสำนักงาน อัยการสูงสุดเพื่อตอบประเด็นการแก้ไขสัญญา จะกระทบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งส่วนนี้จะกำหนดให้เอกชนคู่สัญญาวางแบงก์การันตี

   ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้เจรจาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ต่อเนื่อง ซึ่งเอกชนคู่สัญญายืนยันความพร้อมดำเนินการก่อสร้าง อีกทั้งพร้อมเร่งงานก่อสร้างส่วนพื้นที่ทับซ้อนโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน สัญญาช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง

   "ขณะนี้รอเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่แต่งตั้งประธาน กพอ.โดยหากมีนัดประชุมก็จะเสนอเรื่องนี้เข้า กพอ.พิจารณาทันที"

   นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ รฟท.กล่าวว่า รฟท.เสนอหลักการทบทวนร่างแก้ไข สัญญาตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปยัง สกพอ. แล้วจึงอยู่ขั้นตอนที่ สกพอ.ทำข้อสรุปเพื่อก่อนเสนอ กพอ.และ ครม.เห็นชอบ

   รายงานข่าวจาก รฟท. ระบุว่า ประเด็นที่สำนักงานอัยการสูงสุดกังวลการแก้ไขสัญญามีดังนี้

   1.การปรับเป็นรูปแบบการชำระค่าก่อสร้าง เป็นสร้างไปจ่ายไป จากเดิมจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถ แล้วรัฐแบ่งจ่าย 10 ปี ปีละเท่ากัน รวม 149,650 ล้านบาท โดยกังวลว่าการแก้ไข สัญญาอาจต้องพิจารณาการดำเนินการตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งต้องมีภาระการเงิน ภาระงบประมาณที่จะต้องจ่ายคืนค่าร่วมลงทุน

   กทท.จ่อเลื่อนเปิดแหลมฉบังเฟส3

   นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยระบุว่า กทท.ยังไม่สามารถส่งมอบ พื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC)

   จากเดิมจะส่งมอบปลายปี 2568 เนื่องจากปัจจุบันตรวจสอบพบการตีความสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงต้องร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม

   ทั้งนี้ การตรวจสอบพบปัญหาทางเทคนิค ดังกล่าว เป็นการตีความระหว่าง 2 สัญญา คือ สัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเลจะต้องอัดแน่น และเรื่องการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร

   "เบื้องต้น กทท.ได้หารือ GPC ซึ่งการตีความสัญญานี้มีทางออก โดยหากจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแรงอาจตอกเสาเข็มเพิ่ม เป็นการคำนึงถึงการรองรับเหตุแผ่นดินไหวด้วย ซึ่งต้องเสนอเข้าคณะกรรมการ กทท.พิจารณา แต่ปัจจุบัน กทท.ยังไม่มีการแต่งตั้งบอร์ด"

   นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากคณะกรรมการ กทท.พิจารณาให้ใช้งบเพิ่มความแข็งแรงของงานถมทะเล โดยอาจตอกเสาเข็มเพิ่มเติมก็จะเป็นการเจรจาบริหารสัญญาระหว่าง กทท. GPC และ สกพอ. แต่หากไม่สามารถบริหารสัญญาและนำงบไปใช้เพื่อเพิ่มงานส่วนนี้ได้ก็ต้องเสนอ กพอ.และ ครม.พิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยแนวทางแก้ไขสัญญาเป็นแนวทางใช้เวลาและอาจกระทบแผนดำเนินงานมากกว่า

   ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ต้องรอการพิจารณาด้านเทคนิคร่วมระหว่าง กทท.และ GPC รวมถึงรอการแต่งตั้ง คณะกรรมการ กทท.ชุดใหม่ ซึ่งปัญหานี้อาจ กระทบแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC เริ่มสัญญา ก่อสร้างงานส่วนของเอกชน และอาจกระทบการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง 3 ส่วนของท่าเรือ F1 จากเดิมมีกำหนดเปิดให้บริการปี 2571 จะขยับไปเปิดพร้อมกับท่าเรือ F2 ปี 2573