รบ.ปลื้มจีดีพีQ1พุ่ง2.8% ลงทุนไทยโตสุดรอบ11ปี
วันที่ : 19 พฤษภาคม 2569
'เอกนิติ' ชี้จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ผลงาน รบ.กระตุ้นลงทุนโต 2 หลักในรอบ 11 ปี ลุ้น ครม.เคาะ 'ไทยช่วยไทยพลัส' รัฐสมทบ 60% ประชาชนจ่าย 40%
ลุ้นครม.เคาะ'ไทยช่วยไทย' ปรับฟรีวีซ่าเหลือ15-30วัน 'ศุภจี' หนุนเอไอบริหารข้าว
'เอกนิติ' ชี้จีดีพีพุ่งผลงานรบ.
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 การลงทุนคือพระเอกจีดีพีของไทยในไตรมาส 1 ขยายตัวถึง 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับเลข 2 หลัก (Double Digits) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นโยบายรัฐเห็นผล ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการ BOI Fast Pass ช่วยปลดล็อกและเร่งรัดการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น รวมทั้งการลงทุนภาครัฐที่เติบโตขึ้นประมาณ 9% จากการเร่งเบิกจ่าย ทำให้การลงทุนรวมทั้งประเทศเติบโต 9.9% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเสมือนการมองกระจกหลัง เพราะเป็นผลลัพธ์เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์วิกฤตสงครามและพลังงาน การลงทุนเอกชนโต 10.1% การลงทุนภาครัฐโต 9% ทำให้การลงทุนรวมทั้งหมดโต 9.9% เพราะฉะนั้นการลงทุนทั้งประเทศทั้งเอกชนและรัฐถือเป็นพระเอก แล้วนี่ก็คือหัวใจสำคัญ มรสุมเศรษฐกิจข้างหน้า กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลกจะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก 1-2 ปี จะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและอัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้น
ไทยช่วยไทยพลัสเข้าครม.
นายเอกนิติกล่าวว่า เวลานี้ต่างชาติเริ่มกังวลมาก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำมันจะไม่ถูก อีกต่อไป พายุเกิดขึ้นแล้วคือวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น วันนี้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงเพราะว่าราคาน้ำมันสูงขึ้น วิกฤตเริ่มก่อตัวและเริ่มเป็นพายุแล้วคือวิกฤตต้นทุน ตัวเลขเดือนเมษายนเงินเฟ้อสูงขึ้น 2.9% ตัวเลขเราจะเห็นว่าต้นทุนจะค่อยๆ ขยับสูงขึ้น และ น่าจะสูงขึ้นอีก ไม่ใช่เพียงแค่ไทยแต่จะเป็นวิกฤตของคนทั้งโลก แล้วคนส่วนใหญ่จะเห็นต้นทุนของแพงขึ้น อาหารจะเห็นต้นทุนแพงขึ้นเกือบ 10% นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น ดังนั้น วิกฤตต่อไปคือวิกฤตค่าครองชีพ อันนี้มองไปข้างหน้า นี้คือสิ่งที่อยากจะฉายให้เห็นภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต เตรียมพร้อมรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น มาตรการกู้ 4 แสนล้าน จะมาช่วยบรรเทาด้านค่าครองชีพ สิ่งที่กำลังจะทำคือโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ มีรูปแบบการช่วยจ่าย (Co-pay) รัฐสมทบ 60% ประชาชนจ่าย 40% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เป็นมาตรการเตรียมพร้อมรองรับวิกฤตระลอกที่ 3 และ 4 คือวิกฤตค่าครองชีพและวิกฤต ปากท้อง สำหรับมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted) จะช่วยเหลือแบบเจาะจง เช่น โครงการ ปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) แทนที่จะนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอย่างเดียว รัฐบาลมีแผนสนับสนุนให้ภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านไปใช้ ไบโอดีเซล (B20) ใช้น้ำมันปาล์ม และกำลังหารือกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันการใช้รถหัวลากไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว
สศช.แถลงจีดีพีQ1โต2.8%
ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 1/2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/2568 โดยภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 0.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.7% ตามการขยายตัวของสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาที่พักแรมและบริการ ด้านอาหาร สาขาการขนส่ง และสาขากิจกรรมทางการเงินและประกันภัย ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค ขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การสะสมทุนถาวรเบื้องต้น และการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น และสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.0% ด้านค่าใช้จ่าย การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน ขยายตัว 3.2% ต่อเนื่องจาก 3.3% ในไตรมาส 4/2568 การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทน และสินค้าไม่คงทนขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน โดยเฉพาะการซื้อ ยานพาหนะ และค่าใช้จ่ายในหมวดบริการ ชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล ขยายตัว 3.4% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 4/2568 เป็นผลจากค่าซื้อสินค้าและบริการ และการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมขยายตัวเร่งขึ้น
รายได้เกษตรลด4ไตรมาส
นายดนุชากล่าวว่า ด้านการลงทุนขยายตัว 9.9% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 8.1% ในไตรมาส 4/2568 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4% และการลงทุนด้านดุลการค้าและบริการ ณ ราคาประจำปี เกินดุล 63,900 ล้านบาท ดุลการค้าขาดดุล 9,600 ล้านบาท และดุลบริการเกินดุล 73,300 ล้านบาท ด้านการผลิตภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เร่งขึ้นจาก 0.6% ในไตรมาส 4/2568 ผลผลิตสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ และ ไก่เนื้อ ขณะที่ผลผลิตมันสำปะหลัง ข้าวเปลือก และหมวดประมงลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องไตรมาส 5 ที่ 8.5% ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลง ต่อเนื่องไตรมาส 4 ที่ 6.3% ส่งผลให้เกษตรมีรายได้ ลดลง เกิดผลกระทบด้านค่าครองชีพ อีกทั้งปัจจัยการผลิตจะเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากความ ขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่วนภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจาก 2.7% ในไตรมาส 4/2568 ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขยายตัว 1.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 0.9% ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของสาขาการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า และสาขาการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย ด้านกลุ่มบริการ ขยายตัว 3.6% ต่อเนื่องจากการขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของสาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขา กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย ขณะที่สาขา กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนอื่นๆ สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และสาขาศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ ลดลง
คาดจีดีพีทั้งปีขยายตัว2%
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์ สรอ. (101,600 ล้านบาท) เงินทุน สำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280,500 ล้านดอลลาร์ สรอ.และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ จีดีพี สำหรับสมมุติฐานการประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยจากประกาศเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะเติบโต 2.9% ลดจากเดิม 3.0% ช่วงก่อนเกิดเหตุตะวันออกกลาง แนวโน้ม เศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% มีปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนเอกชนแนวโน้มขยายตัวสูงจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อเตรียมลงทุน รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการลด ขั้นตอนของ BOI Fast Track การแก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี 2.การเบิกจ่ายของภาครัฐ เร่งรัดการเบิกจ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุนต่อเนื่อง เป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ 3.การส่งออกฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ตลาดโลกต้องการสูง นอกจากนี้ อัตราภาษีจัดเก็บจริงของไทยยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ที่ประมาณ 5.3%
เอลนีโญกระทบเกษตรแน่
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่ง (ค่าระวางเรือ) และต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น กระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปด้วย 2.เศรษฐกิจโลกผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาหนี้สาธารณะสูงหลายประเทศ นโยบายการเงินเข้มงวด มาตรการกีดกันทางการค้า (มาตรา 301 ของสหรัฐ) อยู่ระหว่างการเจรจา 3.ปัญหาหนี้ ครัวเรือนพุ่งสูง หนี้ครัวเรือนระดับสูงเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ พบว่าสินเชื่อกลุ่มวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทมีคุณภาพลดลงต่อเนื่อง ประชาชนหันไปพึ่งเงินกู้จากสหกรณ์และโรงรับจำนำมากขึ้น สินเชื่อธนาคารพาณิชย์กลับลดลง และ 4.ปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จะสร้างผลกระทบผลผลิตการเกษตรแน่นอน แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรอติดตามสถานการณ์ปริมาณฝนจริง การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 1.มาตรการบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาการขยายตัวของภาคส่งออกให้ต่อเนื่อง 4.รักษาแรงสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่รักษาวินัยการเงินการคลัง 5.ดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มราคาของวัตถุดิบการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 6.แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
ซีอีโอชงเน้นช่วยคนตัวเล็ก
นายดนุชากล่าวถึงการร่วมพูดคุยเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ว่า ข้อเสนอของกลุ่มซีอีโอส่วนใหญ่ เป็นแผนระยะกลาง มุ่งเน้นช่วยเหลือคนตัวเล็ก เช่น เกษตรกร ผู้ผลิตในประเทศ และภาคอุตสาหกรรม ไม่มีใครพูดเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง ประเด็นสำคัญหารือกัน ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน อาจต้องพิจารณาควบรวมบางบริษัทเพื่อให้มีขนาดสเกลใหญ่พอจะไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ 2.การรับมือกับทุนต่างชาติ ต้องมีมาตรการป้องกันกลุ่มธุรกิจสีเทา ไม่ให้มากระทบผู้ประกอบการไทย ส่วนนักลงทุนมาอย่างถูกต้องสีขาว และมีประสิทธิภาพสูงอย่างจีน ประเทศไทยต้องเรียนรู้ ปรับตัวเพื่อแข่งขัน ดึงเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี
ลุยตั้งกรอ.รูปแบบใหม่
นายดนุชา กล่าวว่า 3.การสนับสนุนธุรกิจในประเทศ มีการหารือถึงการส่งเสริมให้ใช้สินค้าผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เฉพาะรถยนต์ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี สิ่งที่นายกฯและซีอีโอพูดคุยกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องระยะกลางโดยส่วนใหญ่มุ่งช่วยเหลือคน ตัวเล็ก ซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง แต่พูดเรื่องจะช่วยคนตัวเล็กอย่างไร จะช่วย เอสเอ็มอี เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศภาคอุตสาหกรรมอย่างไร ย้ำว่าที่มาพูดกัน ไม่มีใครพูดเรื่องตัวเองเลย พูดเรื่องช่วยคนตัวเล็ก เรื่องจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ คาดว่า การพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถแก่ประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ขั้นตอนต่อไปคือการนำเอาความเห็นของซีอีโอทั้งหมดมาดูว่าประเด็นไหนต้องทำเร่งด่วน ส่วนต่อไปจะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รูปแบบใหม่ เน้นรูปแบบทำงานรวดเร็ว ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องใน รูปแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่ควรเกิน 7-8 คน แทนที่จะเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ขับเคลื่อนได้ยากเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน
ศุภจีสั่งพณ.ลุยแดชบอร์ด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ มุ่งเน้นการใช้ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว เพื่อช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และวางแผนการผลิต การตลาด รวมถึงการ ดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
เราต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารเชิงรุกใช้ข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Policy) มีระบบ Dashboard เป็นเครื่องมือสำคัญเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ เพื่อให้ตัดสินใจได้แม่นยำและทันเวลา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อติดตามและเร่งผลักดันการนำร่องระบบ Dashboard ดังกล่าวใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางการตลาดให้เป็นข้อมูลชุดเดียว
รวมฐานข้อมูลระบบเดียว
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ ตรวจสอบข้อมูลจริงในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภาชีและอำเภออุทัย พร้อมรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรและหน่วยงานในพื้นที่ พบประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความแม่นยำของช่วงผลผลิต พบว่าข้อมูลดาวเทียมสอดคล้องกับข้อเท็จจริงค่อนข้างสูง แต่จำเป็นต้อง บูรณาการข้อมูลพันธุ์ข้าว ข้อมูลสำรวจภาคสนาม และข้อมูลช่วงการเจริญเติบโต เพื่อเพิ่มความแม่นยำ การจัดการข้อมูลพันธุ์ข้าว จำเป็นต้องรวมฐานข้อมูลให้เป็นระบบเดียว เพื่อใช้วางแผนการผลิตและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน จะช่วยให้หน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและคุณภาพได้แม่นยำ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สามารถ คาดการณ์แนวโน้มตลาดและเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ยืนยันว่า ข้อมูลดาวเทียมสามารถประเมินช่วงเวลาการเพาะปลูกได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนา Dashboard ให้แม่นยำมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะยกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่และรองรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ใช้เอไอพลิกโฉมบริหารข้าว
นางศุภจีกล่าวว่า ระยะต่อไปกระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้วิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก เพื่อประเมินศักยภาพตลาด (Market Potential) วิเคราะห์ ข้อจำกัดทางการค้า (Market Friction) และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุก (Strategy Intelligence) ให้การส่งออกข้าวไทยตอบโจทย์พฤติกรรม ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้แม่นยำ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีแผนต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบความร่วมมือในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขยายการดำเนินงานสู่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ให้ติดตามสถานการณ์ผลผลิต และบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้แบบเรียลไทม์อย่าง ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการผลิต การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงกำหนดมาตรการเชิงนโยบายได้แม่นยำและทันต่อสถานการณ์
เป้าหมายคือการสร้างระบบบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถบริหารอุปสงค์อุปทานได้แบบเรียลไทม์ และยกระดับข้าวไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นก้าวสำคัญสร้างระบบข้อมูลชุดเดียว เชื่อมโยงการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรและภาคประชาชน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
สุรศักดิ์ชงครม.เลิกวีซ่าฟรี
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ จะนำเรื่องการยกเลิกวีซ่าฟรีและปรับปรุง ผ.30 จำนวน 93 ประเทศ เสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณา เบื้องต้นเมื่อยกเลิก ผ.60 จะส่งผลให้ประกาศใช้วีซ่าฟรี 30 วัน (ผ.30) เดิมมี 57 ประเทศอยู่แล้ว มีผลแทนทันที การยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) ทั้งหมด 93 ประเทศ เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2567 ทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่าการให้ต่างชาติพำนักได้นานเกินไป ไม่ตอบโจทย์ วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดีใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม เนื่องจากบางประเทศไม่ได้อยู่ใน ผ.30 เดิม แต่ไทยสนับสนุนการท่องเที่ยวและเชื่อมสัมพันธไมตรีทางการทูตใหม่ๆ รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าทำตลาดเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ๆ ไว้ อาจมีบางประเทศตกหล่นไป รัฐบาลจึงมีขั้นตอนกลั่นกรองร่วมกับฝ่ายความมั่นคง คำนึงถึงผลกระทบด้านการทูตและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พิจารณาความเหมาะสมบัญชีรายชื่อประเทศใน ผ.30 ใหม่ เพื่อให้ตอบรับกับความเหมาะสมทางการทูตในปัจจุบัน จากการประเมินอาจมีบางประเทศได้รับ ผ.15 หรือวีซ่าฟรี 15 วัน เพื่อให้ตอบโจทย์การท่องเที่ยวแท้จริง ลดความเสี่ยงอาชญากรรม ส่วนวีซ่าประเภทอื่น อาทิ การพำนักระยะยาวเพื่อการแพทย์ การศึกษา และอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากขอวีซ่าตรงกับประเภทการเดินทางเข้ามาได้ปกติ ไม่กระทบตลาดต่างชาติเที่ยวไทยแน่นอน โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวเข้ามาถูกกฎหมาย เน้นนักท่องเที่ยวแท้จริง และมีคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทย
ททท.ชี้ท่องเที่ยวชะลอตัว
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะการชะลอตัวเพื่อรอดูความชัดเจน หรือ Wait & See เนื่องจากนักท่องเที่ยวระมัดระวังมากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้ปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านซัพพลายไซด์และต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและบริการทั่วโลก ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน รวมถึง ประเทศไทยด้วย ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และข้อจำกัดด้านการเดินทาง กลุ่มเที่ยวได้แบบสบาย (Leisure) ชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง กลุ่มหรูหราสูงสุด (Ultra Luxury) กลับเลือกเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบ ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เป็นกรีนซีซั่นตามธรรมชาติของตลาดยุโรป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางภายในภูมิภาคของตนเองอยู่แล้ว ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ส่งผลให้หลายสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จำนวนที่นั่งของสายการบินเข้าสู่ไทยลดลงตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของใครผิด แต่เป็นการปรับตัวตามบริบทโลกในปัจจุบัน
เดินหน้าลุยตลาดเป้าหมาย
น.ส.ฐาปนีย์กล่าวว่า หากพิจารณาเชิงลึกไม่ใช่เพียงมองแบบผิวเผิน จะพบว่าเดือนมกราคมเมษายน 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐและยุโรปยังคงมีจำนวนใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และเติบโตได้เล็กน้อย แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับคุณภาพ มี 3 ปัจจัยสำคัญทำให้ตลาดยังคงรักษาระดับได้ คือ 1.ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไฮซีซั่น ของตลาดระยะไกล นักท่องเที่ยวยังคงเลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่า ประสบการณ์ และความคุ้มค่า 2.มุมมองของ นักท่องเที่ยวตะวันตก ไทยยังคงเป็นประเทศสงบ มีบรรยากาศเหมาะสมกับการพักผ่อน และ 3.ททท. การท่าอากาศยาน และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่จากทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อเพิ่มความสะดวกอย่างต่อเนื่อง ททท.ยังคงเดินหน้า สร้าง Top of Mind ในตลาดเป้าหมายต่อเนื่องโดยไม่หยุดนิ่งแม้แต่วันเดียว เพราะเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย
ตอ.กลางเริ่มเพิ่มเที่ยวบิน
น.ส.ฐาปนีย์กล่าวว่า ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC จะกลับมา เดินทางเข้าไทยเพื่อหลีกหนีสภาพอากาศร้อนช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการเพิ่มเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฟลายดูไบ (Flydubai) เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ดอนเมืองวันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมถึงเอทิฮัด (Etihad Airways) เตรียมเพิ่มเที่ยวบินอีก 2 เที่ยวบิน แม้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น บางสายการบินลดจำนวนเที่ยวบิน แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเชื่อมั่น ว่าความต้องการเดินทางระยะยาวยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะตลาดเรือสำราญและแพคเกจ ท่องเที่ยวคุณภาพ จากข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TUI เปิดเผยว่า ยอดจองทริปฤดูร้อนจากลูกค้าอังกฤษลดลงประมาณ 10% จากความกังวลด้านสงครามและค่าครองชีพ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจจองใกล้วัน เดินทางมากขึ้น ซึ่งความต้องการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ไปยังจุดหมายที่มีภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยสูงกว่า อาทิ สเปน กรีซ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย และออสเตรเลีย ไทยอาจเผชิญการแข่งขันเข้มข้นขึ้นในกลุ่มอ่อนไหวด้านราคาจากประเทศคู่แข่งมีต้นทุนต่ำกว่า อาทิ จีนและเวียดนาม การรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และมาตรฐานการท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถ การแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
คต.แจงยูเอสทีอาร์ไต่สวน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระดับเทคนิคกับ USTR ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2569 ในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย ภายใต้การนำของ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐ ประเด็นแรงงานบังคับ (forced labor import ban) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) ภายใต้การไต่สวนตาม Section 301 ของ Trade Act of 1974 ฝ่ายไทยเน้นย้ำต่อ USTR ว่า ห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายแรงงานเข้มงวด และสินค้าส่งออกของไทยได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ซื้อในสหรัฐ รวมถึงองค์กรเอกชนระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดและปราศจากแรงงานบังคับ นอกจากนี้ไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าในระยะยาว ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่ อุปทาน
ไม่มีกำลังผลิตส่วนเกิน
นางอารดากล่าวว่า ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน สหรัฐกังวลว่าอาจเป็นปัจจัยทำให้ไทยขยายส่งออกไปยังสหรัฐ จนส่งผลให้สหรัฐขาดดุลการค้าไทยระดับสูง ไทยยืนยันว่ายึดมั่นระบบการค้าเสรีและกลไกตลาด การผลิตและการลงทุนเป็นการตัดสินใจขอเอกชนตามภาวะตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ภาครัฐไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิต แต่มีบทบาทอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมถูกกล่าวหา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transhipment) คต.ย้ำถึงความร่วมมือใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐ เฝ้าระวังและป้องปรามการแอบอ้าง ถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงยกระดับมาตรการตรวจรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าส่งออกไปสหรัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอตามหลักเกณฑ์สหรัฐกำหนด การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศสร้างสรรค์และเป็นมิตร ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่าไทยและสหรัฐเป็นพันธมิตรทางการค้ามีผลประโยชน์ร่วมกันมายาวนาน ไทยเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ และสินค้าจากไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามทางการค้า พร้อมยืนยันความพร้อม ร่วมมือกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป
ก่อสร้างเฮต่ออายุแอลทีวี
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL เปิดเผย ถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่ออายุ มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ว่า ภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกันใกล้ชิด การต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคองภาคอสังหาฯให้เดินหน้าต่อได้ ส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างภาพรวม โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว มีความท้าทายสำคัญอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2569 อยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากราคาน้ำมันส่งผลต่อต้นทุนทุกภาคส่วน ทั้งปูนซีเมนต์ เหล็ก สี รวมถึงวัสดุ ก่อสร้างอื่นๆ ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนสูงต่อเนื่อง 2.ปัญหาด้านการจัดหาวัสดุ นอกจากราคาสินค้าแพงขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือจะหาของได้หรือไม่ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งและซัพพลายเชน ส่งผลให้วัสดุบางประเภทอาจขาดแคลนหรือส่งมอบล่าช้า กระทบต่อแผนงานก่อสร้างโดยตรง และ 3.ความคล่องตัวของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้าง (Value Chain) เป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ จะส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ ทั้งผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตวัสดุ และผู้พัฒนาโครงการ อยากให้ภาครัฐและสถาบันการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ การเสริมสภาพคล่อง และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อได้
หวังมาตรการกระตุ้นเพิ่ม
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า ส่วนกรณีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของภาครัฐก้อนแรก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและประคองภาคธุรกิจในช่วงหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะวิกฤตและเศรษฐกิจชะลอตัว ในมุมของผู้ประกอบการเห็นว่ามาตรการลักษณะนี้จำเป็น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวอยู่ในระดับเหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญต้องประเมิน แต่ผู้ประกอบการ ต้องการมีกระสุนจากภาครัฐเพื่อช่วยผลักดัน ส่งเสริม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ เองก็ต้องเร่งปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
'เอกนิติ' ชี้จีดีพีพุ่งผลงานรบ.
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 การลงทุนคือพระเอกจีดีพีของไทยในไตรมาส 1 ขยายตัวถึง 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับเลข 2 หลัก (Double Digits) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นโยบายรัฐเห็นผล ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการ BOI Fast Pass ช่วยปลดล็อกและเร่งรัดการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น รวมทั้งการลงทุนภาครัฐที่เติบโตขึ้นประมาณ 9% จากการเร่งเบิกจ่าย ทำให้การลงทุนรวมทั้งประเทศเติบโต 9.9% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเสมือนการมองกระจกหลัง เพราะเป็นผลลัพธ์เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์วิกฤตสงครามและพลังงาน การลงทุนเอกชนโต 10.1% การลงทุนภาครัฐโต 9% ทำให้การลงทุนรวมทั้งหมดโต 9.9% เพราะฉะนั้นการลงทุนทั้งประเทศทั้งเอกชนและรัฐถือเป็นพระเอก แล้วนี่ก็คือหัวใจสำคัญ มรสุมเศรษฐกิจข้างหน้า กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลกจะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก 1-2 ปี จะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและอัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้น
ไทยช่วยไทยพลัสเข้าครม.
นายเอกนิติกล่าวว่า เวลานี้ต่างชาติเริ่มกังวลมาก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำมันจะไม่ถูก อีกต่อไป พายุเกิดขึ้นแล้วคือวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น วันนี้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงเพราะว่าราคาน้ำมันสูงขึ้น วิกฤตเริ่มก่อตัวและเริ่มเป็นพายุแล้วคือวิกฤตต้นทุน ตัวเลขเดือนเมษายนเงินเฟ้อสูงขึ้น 2.9% ตัวเลขเราจะเห็นว่าต้นทุนจะค่อยๆ ขยับสูงขึ้น และ น่าจะสูงขึ้นอีก ไม่ใช่เพียงแค่ไทยแต่จะเป็นวิกฤตของคนทั้งโลก แล้วคนส่วนใหญ่จะเห็นต้นทุนของแพงขึ้น อาหารจะเห็นต้นทุนแพงขึ้นเกือบ 10% นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น ดังนั้น วิกฤตต่อไปคือวิกฤตค่าครองชีพ อันนี้มองไปข้างหน้า นี้คือสิ่งที่อยากจะฉายให้เห็นภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต เตรียมพร้อมรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น มาตรการกู้ 4 แสนล้าน จะมาช่วยบรรเทาด้านค่าครองชีพ สิ่งที่กำลังจะทำคือโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ มีรูปแบบการช่วยจ่าย (Co-pay) รัฐสมทบ 60% ประชาชนจ่าย 40% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เป็นมาตรการเตรียมพร้อมรองรับวิกฤตระลอกที่ 3 และ 4 คือวิกฤตค่าครองชีพและวิกฤต ปากท้อง สำหรับมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted) จะช่วยเหลือแบบเจาะจง เช่น โครงการ ปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) แทนที่จะนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอย่างเดียว รัฐบาลมีแผนสนับสนุนให้ภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านไปใช้ ไบโอดีเซล (B20) ใช้น้ำมันปาล์ม และกำลังหารือกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันการใช้รถหัวลากไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว
สศช.แถลงจีดีพีQ1โต2.8%
ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 1/2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/2568 โดยภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 0.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.7% ตามการขยายตัวของสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาที่พักแรมและบริการ ด้านอาหาร สาขาการขนส่ง และสาขากิจกรรมทางการเงินและประกันภัย ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค ขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การสะสมทุนถาวรเบื้องต้น และการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น และสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.0% ด้านค่าใช้จ่าย การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน ขยายตัว 3.2% ต่อเนื่องจาก 3.3% ในไตรมาส 4/2568 การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทน และสินค้าไม่คงทนขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน โดยเฉพาะการซื้อ ยานพาหนะ และค่าใช้จ่ายในหมวดบริการ ชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล ขยายตัว 3.4% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 4/2568 เป็นผลจากค่าซื้อสินค้าและบริการ และการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมขยายตัวเร่งขึ้น
รายได้เกษตรลด4ไตรมาส
นายดนุชากล่าวว่า ด้านการลงทุนขยายตัว 9.9% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 8.1% ในไตรมาส 4/2568 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4% และการลงทุนด้านดุลการค้าและบริการ ณ ราคาประจำปี เกินดุล 63,900 ล้านบาท ดุลการค้าขาดดุล 9,600 ล้านบาท และดุลบริการเกินดุล 73,300 ล้านบาท ด้านการผลิตภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เร่งขึ้นจาก 0.6% ในไตรมาส 4/2568 ผลผลิตสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ และ ไก่เนื้อ ขณะที่ผลผลิตมันสำปะหลัง ข้าวเปลือก และหมวดประมงลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องไตรมาส 5 ที่ 8.5% ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลง ต่อเนื่องไตรมาส 4 ที่ 6.3% ส่งผลให้เกษตรมีรายได้ ลดลง เกิดผลกระทบด้านค่าครองชีพ อีกทั้งปัจจัยการผลิตจะเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากความ ขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่วนภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจาก 2.7% ในไตรมาส 4/2568 ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขยายตัว 1.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 0.9% ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของสาขาการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า และสาขาการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย ด้านกลุ่มบริการ ขยายตัว 3.6% ต่อเนื่องจากการขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของสาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขา กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย ขณะที่สาขา กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนอื่นๆ สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และสาขาศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ ลดลง
คาดจีดีพีทั้งปีขยายตัว2%
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์ สรอ. (101,600 ล้านบาท) เงินทุน สำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280,500 ล้านดอลลาร์ สรอ.และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ จีดีพี สำหรับสมมุติฐานการประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยจากประกาศเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะเติบโต 2.9% ลดจากเดิม 3.0% ช่วงก่อนเกิดเหตุตะวันออกกลาง แนวโน้ม เศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% มีปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนเอกชนแนวโน้มขยายตัวสูงจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อเตรียมลงทุน รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการลด ขั้นตอนของ BOI Fast Track การแก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี 2.การเบิกจ่ายของภาครัฐ เร่งรัดการเบิกจ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุนต่อเนื่อง เป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ 3.การส่งออกฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ตลาดโลกต้องการสูง นอกจากนี้ อัตราภาษีจัดเก็บจริงของไทยยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ที่ประมาณ 5.3%
เอลนีโญกระทบเกษตรแน่
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่ง (ค่าระวางเรือ) และต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น กระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปด้วย 2.เศรษฐกิจโลกผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาหนี้สาธารณะสูงหลายประเทศ นโยบายการเงินเข้มงวด มาตรการกีดกันทางการค้า (มาตรา 301 ของสหรัฐ) อยู่ระหว่างการเจรจา 3.ปัญหาหนี้ ครัวเรือนพุ่งสูง หนี้ครัวเรือนระดับสูงเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ พบว่าสินเชื่อกลุ่มวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทมีคุณภาพลดลงต่อเนื่อง ประชาชนหันไปพึ่งเงินกู้จากสหกรณ์และโรงรับจำนำมากขึ้น สินเชื่อธนาคารพาณิชย์กลับลดลง และ 4.ปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จะสร้างผลกระทบผลผลิตการเกษตรแน่นอน แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรอติดตามสถานการณ์ปริมาณฝนจริง การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 1.มาตรการบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาการขยายตัวของภาคส่งออกให้ต่อเนื่อง 4.รักษาแรงสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่รักษาวินัยการเงินการคลัง 5.ดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มราคาของวัตถุดิบการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 6.แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
ซีอีโอชงเน้นช่วยคนตัวเล็ก
นายดนุชากล่าวถึงการร่วมพูดคุยเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ว่า ข้อเสนอของกลุ่มซีอีโอส่วนใหญ่ เป็นแผนระยะกลาง มุ่งเน้นช่วยเหลือคนตัวเล็ก เช่น เกษตรกร ผู้ผลิตในประเทศ และภาคอุตสาหกรรม ไม่มีใครพูดเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง ประเด็นสำคัญหารือกัน ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน อาจต้องพิจารณาควบรวมบางบริษัทเพื่อให้มีขนาดสเกลใหญ่พอจะไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ 2.การรับมือกับทุนต่างชาติ ต้องมีมาตรการป้องกันกลุ่มธุรกิจสีเทา ไม่ให้มากระทบผู้ประกอบการไทย ส่วนนักลงทุนมาอย่างถูกต้องสีขาว และมีประสิทธิภาพสูงอย่างจีน ประเทศไทยต้องเรียนรู้ ปรับตัวเพื่อแข่งขัน ดึงเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี
ลุยตั้งกรอ.รูปแบบใหม่
นายดนุชา กล่าวว่า 3.การสนับสนุนธุรกิจในประเทศ มีการหารือถึงการส่งเสริมให้ใช้สินค้าผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เฉพาะรถยนต์ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี สิ่งที่นายกฯและซีอีโอพูดคุยกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องระยะกลางโดยส่วนใหญ่มุ่งช่วยเหลือคน ตัวเล็ก ซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง แต่พูดเรื่องจะช่วยคนตัวเล็กอย่างไร จะช่วย เอสเอ็มอี เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศภาคอุตสาหกรรมอย่างไร ย้ำว่าที่มาพูดกัน ไม่มีใครพูดเรื่องตัวเองเลย พูดเรื่องช่วยคนตัวเล็ก เรื่องจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ คาดว่า การพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถแก่ประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ขั้นตอนต่อไปคือการนำเอาความเห็นของซีอีโอทั้งหมดมาดูว่าประเด็นไหนต้องทำเร่งด่วน ส่วนต่อไปจะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รูปแบบใหม่ เน้นรูปแบบทำงานรวดเร็ว ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องใน รูปแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่ควรเกิน 7-8 คน แทนที่จะเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ขับเคลื่อนได้ยากเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน
ศุภจีสั่งพณ.ลุยแดชบอร์ด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ มุ่งเน้นการใช้ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว เพื่อช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และวางแผนการผลิต การตลาด รวมถึงการ ดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
เราต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารเชิงรุกใช้ข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Policy) มีระบบ Dashboard เป็นเครื่องมือสำคัญเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ เพื่อให้ตัดสินใจได้แม่นยำและทันเวลา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อติดตามและเร่งผลักดันการนำร่องระบบ Dashboard ดังกล่าวใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางการตลาดให้เป็นข้อมูลชุดเดียว
รวมฐานข้อมูลระบบเดียว
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ ตรวจสอบข้อมูลจริงในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภาชีและอำเภออุทัย พร้อมรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรและหน่วยงานในพื้นที่ พบประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความแม่นยำของช่วงผลผลิต พบว่าข้อมูลดาวเทียมสอดคล้องกับข้อเท็จจริงค่อนข้างสูง แต่จำเป็นต้อง บูรณาการข้อมูลพันธุ์ข้าว ข้อมูลสำรวจภาคสนาม และข้อมูลช่วงการเจริญเติบโต เพื่อเพิ่มความแม่นยำ การจัดการข้อมูลพันธุ์ข้าว จำเป็นต้องรวมฐานข้อมูลให้เป็นระบบเดียว เพื่อใช้วางแผนการผลิตและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน จะช่วยให้หน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและคุณภาพได้แม่นยำ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สามารถ คาดการณ์แนวโน้มตลาดและเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ยืนยันว่า ข้อมูลดาวเทียมสามารถประเมินช่วงเวลาการเพาะปลูกได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนา Dashboard ให้แม่นยำมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะยกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่และรองรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ใช้เอไอพลิกโฉมบริหารข้าว
นางศุภจีกล่าวว่า ระยะต่อไปกระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้วิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก เพื่อประเมินศักยภาพตลาด (Market Potential) วิเคราะห์ ข้อจำกัดทางการค้า (Market Friction) และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุก (Strategy Intelligence) ให้การส่งออกข้าวไทยตอบโจทย์พฤติกรรม ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้แม่นยำ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีแผนต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบความร่วมมือในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขยายการดำเนินงานสู่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ให้ติดตามสถานการณ์ผลผลิต และบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้แบบเรียลไทม์อย่าง ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการผลิต การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงกำหนดมาตรการเชิงนโยบายได้แม่นยำและทันต่อสถานการณ์
เป้าหมายคือการสร้างระบบบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถบริหารอุปสงค์อุปทานได้แบบเรียลไทม์ และยกระดับข้าวไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นก้าวสำคัญสร้างระบบข้อมูลชุดเดียว เชื่อมโยงการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรและภาคประชาชน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
สุรศักดิ์ชงครม.เลิกวีซ่าฟรี
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ จะนำเรื่องการยกเลิกวีซ่าฟรีและปรับปรุง ผ.30 จำนวน 93 ประเทศ เสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณา เบื้องต้นเมื่อยกเลิก ผ.60 จะส่งผลให้ประกาศใช้วีซ่าฟรี 30 วัน (ผ.30) เดิมมี 57 ประเทศอยู่แล้ว มีผลแทนทันที การยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) ทั้งหมด 93 ประเทศ เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2567 ทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่าการให้ต่างชาติพำนักได้นานเกินไป ไม่ตอบโจทย์ วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดีใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม เนื่องจากบางประเทศไม่ได้อยู่ใน ผ.30 เดิม แต่ไทยสนับสนุนการท่องเที่ยวและเชื่อมสัมพันธไมตรีทางการทูตใหม่ๆ รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าทำตลาดเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ๆ ไว้ อาจมีบางประเทศตกหล่นไป รัฐบาลจึงมีขั้นตอนกลั่นกรองร่วมกับฝ่ายความมั่นคง คำนึงถึงผลกระทบด้านการทูตและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พิจารณาความเหมาะสมบัญชีรายชื่อประเทศใน ผ.30 ใหม่ เพื่อให้ตอบรับกับความเหมาะสมทางการทูตในปัจจุบัน จากการประเมินอาจมีบางประเทศได้รับ ผ.15 หรือวีซ่าฟรี 15 วัน เพื่อให้ตอบโจทย์การท่องเที่ยวแท้จริง ลดความเสี่ยงอาชญากรรม ส่วนวีซ่าประเภทอื่น อาทิ การพำนักระยะยาวเพื่อการแพทย์ การศึกษา และอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากขอวีซ่าตรงกับประเภทการเดินทางเข้ามาได้ปกติ ไม่กระทบตลาดต่างชาติเที่ยวไทยแน่นอน โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวเข้ามาถูกกฎหมาย เน้นนักท่องเที่ยวแท้จริง และมีคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทย
ททท.ชี้ท่องเที่ยวชะลอตัว
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะการชะลอตัวเพื่อรอดูความชัดเจน หรือ Wait & See เนื่องจากนักท่องเที่ยวระมัดระวังมากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้ปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านซัพพลายไซด์และต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและบริการทั่วโลก ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน รวมถึง ประเทศไทยด้วย ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และข้อจำกัดด้านการเดินทาง กลุ่มเที่ยวได้แบบสบาย (Leisure) ชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง กลุ่มหรูหราสูงสุด (Ultra Luxury) กลับเลือกเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบ ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เป็นกรีนซีซั่นตามธรรมชาติของตลาดยุโรป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางภายในภูมิภาคของตนเองอยู่แล้ว ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ส่งผลให้หลายสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จำนวนที่นั่งของสายการบินเข้าสู่ไทยลดลงตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของใครผิด แต่เป็นการปรับตัวตามบริบทโลกในปัจจุบัน
เดินหน้าลุยตลาดเป้าหมาย
น.ส.ฐาปนีย์กล่าวว่า หากพิจารณาเชิงลึกไม่ใช่เพียงมองแบบผิวเผิน จะพบว่าเดือนมกราคมเมษายน 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐและยุโรปยังคงมีจำนวนใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และเติบโตได้เล็กน้อย แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับคุณภาพ มี 3 ปัจจัยสำคัญทำให้ตลาดยังคงรักษาระดับได้ คือ 1.ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไฮซีซั่น ของตลาดระยะไกล นักท่องเที่ยวยังคงเลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่า ประสบการณ์ และความคุ้มค่า 2.มุมมองของ นักท่องเที่ยวตะวันตก ไทยยังคงเป็นประเทศสงบ มีบรรยากาศเหมาะสมกับการพักผ่อน และ 3.ททท. การท่าอากาศยาน และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่จากทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อเพิ่มความสะดวกอย่างต่อเนื่อง ททท.ยังคงเดินหน้า สร้าง Top of Mind ในตลาดเป้าหมายต่อเนื่องโดยไม่หยุดนิ่งแม้แต่วันเดียว เพราะเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย
ตอ.กลางเริ่มเพิ่มเที่ยวบิน
น.ส.ฐาปนีย์กล่าวว่า ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC จะกลับมา เดินทางเข้าไทยเพื่อหลีกหนีสภาพอากาศร้อนช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการเพิ่มเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฟลายดูไบ (Flydubai) เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ดอนเมืองวันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมถึงเอทิฮัด (Etihad Airways) เตรียมเพิ่มเที่ยวบินอีก 2 เที่ยวบิน แม้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น บางสายการบินลดจำนวนเที่ยวบิน แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเชื่อมั่น ว่าความต้องการเดินทางระยะยาวยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะตลาดเรือสำราญและแพคเกจ ท่องเที่ยวคุณภาพ จากข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TUI เปิดเผยว่า ยอดจองทริปฤดูร้อนจากลูกค้าอังกฤษลดลงประมาณ 10% จากความกังวลด้านสงครามและค่าครองชีพ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจจองใกล้วัน เดินทางมากขึ้น ซึ่งความต้องการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ไปยังจุดหมายที่มีภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยสูงกว่า อาทิ สเปน กรีซ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย และออสเตรเลีย ไทยอาจเผชิญการแข่งขันเข้มข้นขึ้นในกลุ่มอ่อนไหวด้านราคาจากประเทศคู่แข่งมีต้นทุนต่ำกว่า อาทิ จีนและเวียดนาม การรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และมาตรฐานการท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถ การแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
คต.แจงยูเอสทีอาร์ไต่สวน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระดับเทคนิคกับ USTR ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2569 ในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย ภายใต้การนำของ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐ ประเด็นแรงงานบังคับ (forced labor import ban) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) ภายใต้การไต่สวนตาม Section 301 ของ Trade Act of 1974 ฝ่ายไทยเน้นย้ำต่อ USTR ว่า ห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายแรงงานเข้มงวด และสินค้าส่งออกของไทยได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ซื้อในสหรัฐ รวมถึงองค์กรเอกชนระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดและปราศจากแรงงานบังคับ นอกจากนี้ไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าในระยะยาว ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่ อุปทาน
ไม่มีกำลังผลิตส่วนเกิน
นางอารดากล่าวว่า ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน สหรัฐกังวลว่าอาจเป็นปัจจัยทำให้ไทยขยายส่งออกไปยังสหรัฐ จนส่งผลให้สหรัฐขาดดุลการค้าไทยระดับสูง ไทยยืนยันว่ายึดมั่นระบบการค้าเสรีและกลไกตลาด การผลิตและการลงทุนเป็นการตัดสินใจขอเอกชนตามภาวะตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ภาครัฐไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิต แต่มีบทบาทอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมถูกกล่าวหา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transhipment) คต.ย้ำถึงความร่วมมือใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐ เฝ้าระวังและป้องปรามการแอบอ้าง ถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงยกระดับมาตรการตรวจรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าส่งออกไปสหรัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอตามหลักเกณฑ์สหรัฐกำหนด การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศสร้างสรรค์และเป็นมิตร ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่าไทยและสหรัฐเป็นพันธมิตรทางการค้ามีผลประโยชน์ร่วมกันมายาวนาน ไทยเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ และสินค้าจากไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามทางการค้า พร้อมยืนยันความพร้อม ร่วมมือกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป
ก่อสร้างเฮต่ออายุแอลทีวี
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL เปิดเผย ถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่ออายุ มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ว่า ภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกันใกล้ชิด การต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคองภาคอสังหาฯให้เดินหน้าต่อได้ ส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างภาพรวม โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว มีความท้าทายสำคัญอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2569 อยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากราคาน้ำมันส่งผลต่อต้นทุนทุกภาคส่วน ทั้งปูนซีเมนต์ เหล็ก สี รวมถึงวัสดุ ก่อสร้างอื่นๆ ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนสูงต่อเนื่อง 2.ปัญหาด้านการจัดหาวัสดุ นอกจากราคาสินค้าแพงขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือจะหาของได้หรือไม่ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งและซัพพลายเชน ส่งผลให้วัสดุบางประเภทอาจขาดแคลนหรือส่งมอบล่าช้า กระทบต่อแผนงานก่อสร้างโดยตรง และ 3.ความคล่องตัวของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้าง (Value Chain) เป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ จะส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ ทั้งผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตวัสดุ และผู้พัฒนาโครงการ อยากให้ภาครัฐและสถาบันการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ การเสริมสภาพคล่อง และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อได้
หวังมาตรการกระตุ้นเพิ่ม
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า ส่วนกรณีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของภาครัฐก้อนแรก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและประคองภาคธุรกิจในช่วงหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะวิกฤตและเศรษฐกิจชะลอตัว ในมุมของผู้ประกอบการเห็นว่ามาตรการลักษณะนี้จำเป็น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวอยู่ในระดับเหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญต้องประเมิน แต่ผู้ประกอบการ ต้องการมีกระสุนจากภาครัฐเพื่อช่วยผลักดัน ส่งเสริม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ เองก็ต้องเร่งปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ
