Loading

อสังหาฯปี63วูบหวังมาตรการรัฐช่วยฟื้น

วันที่ : 3 มกราคม 2563
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผย ทิศทางอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ปี 63 แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง คาดขยายตัวไม่เกิน 5% หวังมาตรการลดค่าโอนและค่าจด จำนอง กระตุ้นยอดขาย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเชื่อภาพรวมยังเติบโต ปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทายรอบด้าน
          ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผย ทิศทางอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ปี 63 แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง คาดขยายตัวไม่เกิน 5% หวังมาตรการลดค่าโอนและค่าจด จำนอง กระตุ้นยอดขาย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเชื่อภาพรวมยังเติบโต ปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทายรอบด้าน

          ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ มีผลต่อการจ้างงานและมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลากหลาย อาทิ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง งานออกแบบตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 โครงการเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ โครงการอสังหาริมทรัพย์หลายโครงการยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบในด้านการเติบโตด้วยเช่นกัน

          สำหรับทิศทางตลาดปี 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ วิเคราะห์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยคาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวไม่เกิน 5% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในระดับที่ต่ำ แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยขาลงและมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง รวมถึง "โครงการบ้านดีมีดาวน์" ที่คาดว่าจะเป็นจุดพลิกที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กลับมาฟื้นตัว ยอดการซื้ออสังหาริมทรัพย์มีอัตราการเติบโตขึ้น ส่งผลให้ความต้องการซื้อในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ ซึ่งในปี2563 ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จรอการขาย (Inventory) เพื่อให้ความต้องการซื้อไม่ค้างอยู่มากเกินไป ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศครึ่งแรกปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 245,371 หน่วย 

          นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งกำลัง ซื้อที่ชะลอตัว ผลจากสงครามการค้า อีกทั้งมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ฉุดยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์เปิดตัวโครงการใหม่ ที่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง จากภาพรวม ดังกล่าวถือเป็นบทพิสูจน์สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องปรับกลยุทธ์รับมือกับความท้าทาย ที่ยังคงมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

          นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครอาจจะอยู่ในช่วงเติบโตช้า แต่บริษัทฯ ไม่หยุดนิ่งเริ่มรุกไปในธุรกิจอสังหาฯ ที่หลากหลายมากขึ้น สู่ธุรกิจโรงแรม สำนักงานให้เช่า และร้านอาหาร ตามเป้าหมายในระยะเวลา 5 ปี  (ปี 2562-2566) มีรายได้รวมแตะ 10,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัย (Residential) ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และมีรายได้ประจำ (Recurring Income) สัดส่วนจาก  5% ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 30% หรือ 3,000 ล้านบาท  ประกอบด้วยรายได้จากการอาคารสำนักงานให้เช่า มูลค่า 1,000 ล้านบาท ธุรกิจโรงแรมมูลค่า 1,000 ล้านบาท และการขยายสาขาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในอาเซียนมูลค่า 1,000 ล้านบาท

          สำหรับการพัฒนาธุรกิจโรงแรม RML ตั้งเป้ามีจำนวนห้องโรงแรมที่ให้บริการขยับเพิ่มเป็น 1,000 ห้องภายในปี 2565 และมีรายได้ส่วนนี้ราว 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2563 บริษัทจะมีการเปิดโรงแรม KICH HOTEL ซึ่งเป็น FOOD HOTEL มีจุดเด่นด้านการรองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการกิน จำนวน 72 ห้องพัก บริเวณถนนเจริญนคร ซึ่งจะสร้างรายได้ราว 40 ล้าน บาท และยังเตรียมสร้างโรงแรมบริเวณสุขุมวิท ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Age Hotel อีก 220 ห้อง คาดสร้างเสร็จปี 2566

          นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพ รวมอสังหาฯ ปีหน้ายังคงเดินหน้าต่อได้ จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐช่วงปลายปี 62 ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง รวมถึงโครงการ "บ้านดีมีดาวน์" จะช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงที่เหลือของปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า คาดจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมผ่านพ้นช่วงจุดต่ำสุดไปได้

          ขณะที่กลยุทธ์การดำเนินงานในปี 63 บริษัทมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เน้นแนวคิดความเข้าใจลูกค้าเป็นแกนหลักในการออกแบบสินค้า และงานบริการ ให้สอดคล้องกับความต้องการ แล้วใช้ Big Data มาวิเคราะห์จากการจัดเก็บข้อมูล บริหารข้อมูล และเลือกใช้ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ว่าจะเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีไหน ส่งข้อมูลอะไรให้ลูกค้าเข้าใจในสินค้าเร็วที่สุด ทำให้วันนี้เราได้เข้าใจถึงผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม แต่ละระดับว่าควรจะเข้าถึงแบบไหนและรูปแบบอะไร

          สำหรับงบลงทุนบริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ราว 10,000 ล้าน บาท เพื่อที่จะใช้ในการก่อสร้างคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร รวมถึงใช้ในการซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆต่อเนื่อง และคาดว่าจะใช้งบเพิ่มเติมในการลงทุนโครงการโรงแรมราว 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 63 บริษัทจะเปิดบริการ โรงแรมใหม่ได้ 2 แห่งในช่วงเดือน ม.ค. คือ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์และโรงแรมไอบิส และจะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปี

          ในปี 63 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย อยู่ที่ 30,000 ล้านบาทหรือมากกว่า ตามการเปิดโครงการใหม่ โดยในปีหน้ามีแผนจะเปิดโครงการมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 29,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมีสร้างความแตกต่างจากอุตสาหกรรม เพื่อตอบรับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 63 ประเมินว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ หลังจากปีนี้ที่หดตัวมากถึง 15% แล้ว