Loading

แอสเซทพลัส ปั้นเอยูเอ็มโต7พันล.

วันที่ : 31 มกราคม 2563
"บลจ.แอสเซทพลัส" เปิดแผนงานปี63 ตั้งเป้าเอยูเอ็มเพิ่ม 5-7 พันล้าน เติบโต 23% แตะ 4 หมื่นล้าน มุ่งเน้นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ชี้ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนในระดับ 3-4% มองหุ้นกลุ่มอสังหาฯและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าสนใจ
        ชูหุ้นกลุ่มอสังหาฯ  อินฟราฯฟันด์  ดันผลตอบแทน
        "บลจ.แอสเซทพลัส" เปิดแผนงานปี63 ตั้งเป้าเอยูเอ็มเพิ่ม 5-7 พันล้าน เติบโต 23% แตะ 4 หมื่นล้าน มุ่งเน้นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ชี้ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนในระดับ 3-4% มองหุ้นกลุ่มอสังหาฯและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าสนใจ
นายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการ บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้ การบริหาร (AUM) ปีนี้ที่ 40,000 ล้านบาท เติบโต 23% หรือเพิ่มขึ้น 5,000-7,000 ล้านบาท จากปีก่อนมี AUM ที่ 32,500 ล้านบาท เติบโต 3% โดยปัจจุบันมีกองทุนส่วนบุคคลที่ 6,700 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทในปีนี้ และกองทุนรวม 25,800 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 3,000-5,000 ล้านบาท
        สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทมุ่งนำเสนอกองทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอและไม่ผันผวน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนในภาวะตลาดหุ้นผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น โดยพบว่าลูกค้าต้องการผลตอบแทน ในระดับ 3-4%
        ล่าสุด บริษัทเสนอขายกองทุนเปิด แอสเซทพลัส อสังหาริมทรัพย์และ โครงสร้างพื้นฐาน เฟล็กซิเบิล (ASP-PROPIN) มีมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท กำหนดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.-7 ก.พ.2563 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนและเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในช่วงที่สภาวะตลาดผันผวน เน้นการลงทุนในหน่วยลงทุน TH REITs,TH Infrastructure และ SG REITs รวมถึงลงทุน        ใน Lazard Global Listed Infrastructures Equity Fund ที่ลงทุนในหุ้น Global Infarstructure ผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 8% ต่อปี
        ด้านตลาดหุ้นไทยในปีนี้ คาดการณ์กรอบล่างดัชนีที่ระดับ 1,450-1,500 จุด และกรอบบน 1,600-1,650 จุด กลุ่มหุ้น ที่น่าสนใจลงทุนมีเพียง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอสังหาทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้ผลตอบแทนปันผลในระดับ 4-5% ไม่ผันผวนมาก และกลุ่มหุ้นขนาดกลาง และเล็ก เน้นคัดเลือกรายตัว ในบริษัท ที่ยังมีผลประกอบการเติบโตระดับ 30-50%  ต่อปี ในกลุ่มไฟแนนซ์และเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ หาจังหวะเข้าลงทุน ระยะสั้นได้เท่านั้น โดยเข้าซื้อเมื่อราคา ปรับลงมาและขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น
        "เราคาดว่าในปีนี้ยังเป็นเทรนด์แนวโน้ม ดอกเบี้ยขาลง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ ตลาดหุ้นยังมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่หุ้นไทยคาดเดายากทำให้นักลงทุนยังกล้าๆ กลัวๆ และยังมีสถานการณ์แพร่ระบาด ไวรัสโคโรนา แต่คาดว่าจะอยู่กับเราไปอีก 1-2 เดือน น่าจะคุมสถานการณ์ได้ จึงมองว่า ช่วงนี้ราคาหุ้นเป็นโอกาสที่เข้าซื้อได้"
        ส่วนตลาดหุ้นโลกในปีนี้กลับมาฟื้นตัว แต่โดยรวมอยู่ในช่วงชะลอตัวในปลายวัฏจักร และมีความเสี่ยงจากปัจจัยที่รอการคลี่คลาย อาทิ การตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในขั้นถัดไป ความเสี่ยงเรื่องการเลือกตั้ง ของสหรัฐ ทำให้ครึ่งปีหลังมีแนวโน้ม ผันผวน และอาจสร้างผลตอบแทนไม่ได้ โดดเด่นมากนัก การลงทุนในหุ้นอย่างเดียว อาจส่งผลให้พอร์ตมีความเสี่ยงมากเกินไป ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ก็มี ผลตอบแทนต่ำ
        ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจาย น้ำหนักไปยังสินทรัพย์ทางเลือก กลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะกองรีท ที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีในปีนี้ มูลค่าพื้นฐานของรีทแต่ละกลุ่มได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงมีความน่าสนใจ