Loading

Broker Law...กฎหมายเพื่อชาติ

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2563
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์" ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ระบุว่า ขนาดตลาดที่อยู่อาศัยมือสองไม่มีการรวบรวมไว้อย่างชัดเจน
          ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์" ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ระบุว่า ขนาดตลาดที่อยู่อาศัยมือสองไม่มีการรวบรวมไว้อย่างชัดเจน ใช้วิธีประเมินจากการคาดการณ์สถิติโครงการใหม่มีบ้านและคอนโดมิเนียมพร้อมขายตกปีละ 1.5 แสนหน่วยทั่วประเทศ มีการโอนกรรมสิทธิ์ปีละ 1.2 แสนหน่วย ซึ่งหมายถึงแต่ละปี เมื่อโอนไปแล้วจะกลายเป็นตลาดมือสองโดยอัตโนมัติ ถือเป็นพอร์ชั่น ขนาดใหญ่ ทำให้เป็นจุดที่คนเห็นโอกาสและเข้าสู่อาชีพการเป็น นายหน้าตัวแทนขาย

          "ในเชิงนโยบายถือเป็นการทำ เพื่อชาติ เราพยายามผลักดันกฎหมายนายหน้าเพื่อควบคุมไลเซนส์ในประเทศไทย ไปดูงานประเทศกลุ่มภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ มากกว่าครึ่งหนึ่งมีใบอนุญาตหมดแล้วทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา ฯลฯ พม่ากำลังจะมี แต่ประเทศไทยยังไม่มี ผมมองว่าเป็นเรื่องประหลาดเพราะขนาดธุรกิจอสังหาฯไทยใหญ่กว่า เพื่อนบ้านหลายประเทศ"

          ผลกระทบจากการไม่มีกฎหมายโบรกเกอร์บังคับใช้ มองว่าทำให้ไทยเสียโอกาส 2 เรื่อง 1.ถ้ามีกฎหมายควบคุมเท่ากับสร้างประโยชน์คนไทยในการเป็นโบรกเกอร์ที่ดีและถูกต้อง เพราะที่ผ่านมามีนายหน้าตัวแทนอิสระนิสัยไม่ดีเยอะ ทำให้วงการโบรกเกอร์เสียชื่อเสียง เทียบกับเมืองนอกเป็นงานมีเกียรติเพราะช่วยให้คนมีบ้าน 2.รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีจาก นายหน้าอิสระได้ ถ้ามีไลเซนส์จะทำให้เข้าระบบภาษี และคาดว่ารัฐมีรายได้ภาษีหลักพันล้านบาทต่อปี

          "มองในภาพใหญ่ เราไม่มีการควบคุมโดยกฎหมาย กลายเป็นช่องทางของการฟอกเงินของต่างชาติ เป็นจุดหนึ่ง ที่นิยมใช้โบรกเกอร์ชาติเดียวกัน เข้ามาฟอกเงินโดยไม่ต้องรีพอร์ตรัฐ เพราะรัฐไม่รู้ แต่ถ้ามีใบอนุญาตต้องรายงานทุกอย่าง สามารถ ตรวจสอบได้หมด เพราะฉะนั้น การไม่มีกฎหมายควบคุมทำให้วงการบ้านมือสองไม่พัฒนา เปิดโอกาส ให้มีช่องทางโกงผู้บริโภค ที่สำคัญการมีกฎหมายควบคุมจะทำให้ คนไทยไม่ถูกนายหน้าต่างชาติ มาแย่งรายได้อีกด้วย"

          ล่าสุด รัฐบาล คสช.เคยมีการหยิบยกกฎหมายนายหน้าตัวแทนขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการออกบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีรัฐบาลเลือกตั้งในชุดปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้ถูกลดทอนความสำคัญและไม่ได้มีความคืบหน้าใด ๆ โดยต้นเรื่อง อยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง