ORN เปิดแผนปักหมุดทะเลไทย เสริมรายได้-รร.นานาชาติ-คอมมูฯ-บ้านมือสอง
วันที่ : 16 กุมภาพันธ์ 2569
ORN กล่าวว่า โครงการใหม่ของอรสิรินในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด Low Rise บนทำเลเกาะสมุย มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปลายปี 2569 และอีก 2 โครงการแนวราบในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โครงการ HABITAT Mahidol, โครงการ BELIVE วงแหวนสันกำแพง มูลค่ารวมประมาณ 1,862 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 2,949 ล้านบาท
"อรสิริน จะไม่ใช่แค่ธุรกิจอสังหาฯ อีกต่อไป" ปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าว ก่อนจะฉายภาพใหญ่ให้เห็นว่า จากแผนการลงทุนที่อรสิรินเริ่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จนก้าวเข้าสู่ปี 2569 พอร์ตธุรกิจของอรสิริน เจ้าพ่ออสังหาฯ รายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ขยายไลน์ธุรกิจไปสู่ ธุรกิจด้านการศึกษา และธุรกิจศูนย์การค้า
ปัจจัยหลักอาจเป็นการกระจายความเสี่ยง หากสถานการณ์ของตลาดอสังหาฯในเชียงใหม่ เกิดภาวะซบเซา โดยบริษัทฯได้เพิ่มธุรกิจอื่นเข้ามาในพอร์ต อย่างธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ และคอมมูนิตี้มอลล์ คือ หนึ่งในส่วนเสริมด้านรายได้ ให้หมุนกลับเข้ามาถึงธุรกิจหลักของบริษัท
โครงการใหม่ของอรสิรินในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด Low Rise บนทำเลเกาะสมุย มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปลายปี 2569 และอีก 2 โครงการแนวราบในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โครงการ HABITAT Mahidol, โครงการ BELIVE วงแหวนสันกำแพง มูลค่ารวมประมาณ 1,862 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 2,949 ล้านบาท รวมถึงงบประมาณการลงทุนอีก 245 ล้านบาท ในการซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ และมีแผนสร้างรายได้จากธุรกิจหลัก อย่างอสังหาฯอยู่ที่ 80% ธุรกิจย่อย 20% ภายในปี 2571
โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand และคอมมูนิตี้ The Backyard Mahidol คือธุรกิจย่อยที่อรสิรินเติมเข้ามาในพอร์ต มุ่งกระจายความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาฯ
"ทีแรกเรามองว่า ธุรกิจอสังหาฯ จะช่วยเสริมให้ ธุรกิจโรงเรียนเติบโตขึ้น แต่กลับกัน ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากผู้ปกครองที่นำบุตรหลานมาสมัครเข้าเรียนที่ Mill Hill ให้ความสนใจ และเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มอรสิรินด้วย" นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิรินฯ กล่าว และย้ำว่า หากมีนักเรียนในภาคการศึกษาปกติ 300 คน น่าจะทำให้ธุรกิจนี้มองเห็นกำไร
นอกจากนี้ The Backyard Mahidol คอมมูนิตี้มอลล์ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ส่งเสริมรายได้เข้าพอร์ต จากทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดถนนใหญ่ที่มีทราฟฟิกหนาแน่น และตั้งอยู่หน้าโครงการ HABITAT ประกอบการร้านเช่าที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของคอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้ น่าจะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น รวมไปถึงลูกค้าของ HABITAT ด้วย และธุรกิจย่อยที่ 3 คือ ธุรกิจบ้านมือสอง ที่อรสิรินซื้อทรัพย์เข้ามา ทำการปรับปรุงก่อนจะปล่อยขายต่อ โดยปัจจุบันมีทรัพย์มือสองที่ ซื้อเข้ามาแล้ว 10 ยูนิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีโนเวต คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569
และอีกหนึ่งนโยบายที่น่าจะเอื้อประโยชน์ต่อ อรสิริน โฮลดิ้ง และลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อบ้านของอรสิริน คือ นโยบาย Green Building Development ที่ไม่ใช่แค่การออกแบบบ้านให้ลดการใช้พลังงานน้ำ 40% ลดการใช้ไฟ 40% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกกระบวนการผลิต ตลอดทั้งห่วงโซ่ ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้อรสิรินสามารถกู้เงิน Green Loan ได้พร้อมภาระดอกเบี้ยต่ำ ลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านได้ดอกเบี้ยที่ราคาถูกลงไปด้วย
ธุรกิจย่อยที่อรสิริน คาดหวังว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 20% ภายในปี 2571 นับเป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้กับอรสิริน ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
ปัจจัยหลักอาจเป็นการกระจายความเสี่ยง หากสถานการณ์ของตลาดอสังหาฯในเชียงใหม่ เกิดภาวะซบเซา โดยบริษัทฯได้เพิ่มธุรกิจอื่นเข้ามาในพอร์ต อย่างธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ และคอมมูนิตี้มอลล์ คือ หนึ่งในส่วนเสริมด้านรายได้ ให้หมุนกลับเข้ามาถึงธุรกิจหลักของบริษัท
โครงการใหม่ของอรสิรินในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด Low Rise บนทำเลเกาะสมุย มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปลายปี 2569 และอีก 2 โครงการแนวราบในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โครงการ HABITAT Mahidol, โครงการ BELIVE วงแหวนสันกำแพง มูลค่ารวมประมาณ 1,862 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 2,949 ล้านบาท รวมถึงงบประมาณการลงทุนอีก 245 ล้านบาท ในการซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ และมีแผนสร้างรายได้จากธุรกิจหลัก อย่างอสังหาฯอยู่ที่ 80% ธุรกิจย่อย 20% ภายในปี 2571
โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand และคอมมูนิตี้ The Backyard Mahidol คือธุรกิจย่อยที่อรสิรินเติมเข้ามาในพอร์ต มุ่งกระจายความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาฯ
"ทีแรกเรามองว่า ธุรกิจอสังหาฯ จะช่วยเสริมให้ ธุรกิจโรงเรียนเติบโตขึ้น แต่กลับกัน ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากผู้ปกครองที่นำบุตรหลานมาสมัครเข้าเรียนที่ Mill Hill ให้ความสนใจ และเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มอรสิรินด้วย" นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิรินฯ กล่าว และย้ำว่า หากมีนักเรียนในภาคการศึกษาปกติ 300 คน น่าจะทำให้ธุรกิจนี้มองเห็นกำไร
นอกจากนี้ The Backyard Mahidol คอมมูนิตี้มอลล์ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ส่งเสริมรายได้เข้าพอร์ต จากทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดถนนใหญ่ที่มีทราฟฟิกหนาแน่น และตั้งอยู่หน้าโครงการ HABITAT ประกอบการร้านเช่าที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของคอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้ น่าจะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น รวมไปถึงลูกค้าของ HABITAT ด้วย และธุรกิจย่อยที่ 3 คือ ธุรกิจบ้านมือสอง ที่อรสิรินซื้อทรัพย์เข้ามา ทำการปรับปรุงก่อนจะปล่อยขายต่อ โดยปัจจุบันมีทรัพย์มือสองที่ ซื้อเข้ามาแล้ว 10 ยูนิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีโนเวต คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569
และอีกหนึ่งนโยบายที่น่าจะเอื้อประโยชน์ต่อ อรสิริน โฮลดิ้ง และลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อบ้านของอรสิริน คือ นโยบาย Green Building Development ที่ไม่ใช่แค่การออกแบบบ้านให้ลดการใช้พลังงานน้ำ 40% ลดการใช้ไฟ 40% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกกระบวนการผลิต ตลอดทั้งห่วงโซ่ ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้อรสิรินสามารถกู้เงิน Green Loan ได้พร้อมภาระดอกเบี้ยต่ำ ลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านได้ดอกเบี้ยที่ราคาถูกลงไปด้วย
ธุรกิจย่อยที่อรสิริน คาดหวังว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 20% ภายในปี 2571 นับเป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้กับอรสิริน ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
ข่าวอสังหาริมทรัพย์ภูมิภาค อื่นๆ