วัสดุก่อสร้างวิกฤติ 'ต้นทุนพุ่ง' ราคาถึงมือ 'ผู้บริโภค' ทะลุ 8.5%
วันที่ : 20 เมษายน 2569
กลุ่มอุตสาหกรรม "วัสดุก่อสร้างกำลังวิกฤติ" ส.อ.ท.กางตัวเลขแบกต้นทุนพุ่ง 17% ราคาสุดท้ายถึงผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 8.5% เผยออร์เดอร์ ล่วงหน้าทะลักหนีราคา-โลจิสติกส์อัมพาต ด้านอสังหาฯ เล็งขยับราคาขึ้น 5-10%
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบ ต่อต้นทุนการผลิต โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปผลกระทบราคาน้ำมันต่อภาคผลิต การผลิตซีเมนต์ได้รับผลกระทบระดับกลาง มีสัดส่วน ต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 25.8% และ มีต้นทุนขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 3.3%
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า มีสัดส่วน ต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 15.3% และมี ต้นทุนการขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 0.8% โดยต้นทุนดังกล่าวมีผลต่อราคาวัสดุก่อสร้าง
นางบัญชุสา พุทธพรมงคล ประธานคลัสเตอร์ วัสดุก่อสร้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างท่ามกลางปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่ยังคงยืดเยื้อ แม้บางช่วงราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่ปัญหาในเชิงโครงสร้างซัพพลายเชนยังคงมีความ น่ากังวลในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อ วัตถุดิบหลัก อย่างเหล็กที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง หากวิเคราะห์เจาะลึกใน 12 กลุ่ม อุตสาหกรรมภายใต้คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง จะ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบสามารถแยกได้ ดังนี้
ปัจจัยแรกเป็นการพึ่งพาวัตถุดิบ แบ่งเป็น กลุ่มที่มี Local Content สูง ได้แก่ ซีเมนต์ เซรามิก แก้ว และกระจก รวมถึงกลุ่มที่มี Local Content ต่ำ ซึ่งต้องพึ่งการนำเข้า วัตถุดิบเป็นหลัก เช่น อะลูมิเนียมและเหล็ก กลุ่มที่นำเข้านี้ได้รับผล กระทบหนักที่สุด เผชิญ ทั้งราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นและค่าระวางเรือ (Freight) ที่ปรับตัวขึ้นตาม
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนพลังงาน ในการผลิต กลุ่มที่ใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) เช่น ซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก และแก้วกระจก จะได้รับผลกระทบ โดยตรงจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยสุดท้ายที่กระทบทุกกลุ่ม คือ ค่าขนส่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนต้นทุน ที่ใหญ่มากสำหรับวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วย (Margin) ต่ำ
ออเดอร์ล่วงหน้าทะลัก-โลจิสติกส์วิกฤต
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณราคาที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้องกักตุนสินค้า ลูกค้ามีการดึง คำสั่งซื้อล่วงหน้า (Forward Order) ของเดือน เม.ย.-มิ.ย.2569 มาสั่งผลิตตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อเก็งกำไรก่อนราคาปรับขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อส่งมอบให้ทันตามคำสั่งซื้อ พร้อมแบกความเสี่ยงการบริหารจัดการต้นทุนที่ผันผวนรายวัน
"เดือนที่ผ่านมา เราเจอปัญหาขาดแคลนรถขนส่งอย่างหนัก มีการแย่งรถกันเกิดขึ้น เพราะออเดอร์ล่วงหน้าเข้ามาเยอะมาก ประกอบกับราคาค่าขนส่งพุ่งสูงจน ผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายเพื่อให้มีรถส่งสินค้า แต่สุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามแผนที่วางไว้"
รายย่อยเสี่ยงขาดทุน-เริ่มหยุดรับออเดอร
นางบัญชุสา ยังแสดงความกังวลถึงสถานะการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ หลังเศรษฐกิจซบเซามาหลายปี ทำให้ผู้ผลิต ส่วนใหญ่ปรับตัวแบบ Lean หรือรักษาสต๊อก ระดับต่ำมาตลอด
"ขณะนี้ เริ่มเห็นภาพผู้ประกอบการ รายย่อยบางราย ต้องตัดสินใจหยุดรับออเดอร์ เพราะบริหารต้นทุนไม่ทันและไม่สามารถรับ ภาวะขาดทุนได้ไหว จึงอยากเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากบริหารจัดการไม่ดีพอ"
ต้นทุนพุ่ง17% ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค 8.5 %
นอกจากนี้ จากการคำนวณผลกระทบเชิงโครงสร้าง พบว่า ต้นทุนโดยรวมกลุ่มวัสดุก่อสร้างขณะนี้พุ่งขึ้นไปถึง 17% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีสัดส่วนค่าวัสดุประมาณ 50% ของต้นทุน ทั้งหมด และใน 50% นั้นแบ่งเป็นกลุ่มเหล็ก -ซีเมนต์-คอนกรีตครึ่งหนึ่ง และวัสดุอื่นๆ อีกครึ่งหนึ่ง รวมทั้งทำให้การส่งผ่านราคาสุดท้าย (Pass-on) ไปยังผู้บริโภคอาจอยู่ที่ประมาณ 8.5% หรือครึ่งหนึ่งของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
"เหล็กตัวเดียวอาจมีต้นทุนพลังงานถึง 20% หากพลังงานขึ้นแรง ราคาเหล็กอาจพุ่งถึง 10-20% ทันที แต่สุดท้ายกลไกตลาดจะเป็นตัว ชี้ชะตาว่า ผู้ประกอบการจะชาร์จราคาได้ แค่ไหน หากดีมานด์ในตลาดไม่ดี ทุกอย่างก็ต้องปรับลงมา นี่คือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ ต้องแบกรับไว้เอง" นางบัญชุสา กล่าวอสังหาฯ จ้อขยับราคา 5-10 % นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า หาก ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 35% หรืออยู่ระดับ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ราคา วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"วัสดุหนัก" อย่างเหล็ก หิน ปูน ทราย จะปรับขึ้นราว 10% ส่วนวัสดุที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ เช่น พลาสติก ท่อพีวีซี และสี จะเพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้ต้นทุนโดยรวมขยับประมาณ 15% และจะสะท้อนมายังราคาบ้านใหม่เพิ่มขึ้นราว 5-6%
ผู้ประกอบการเริ่มส่งผ่านต้นทุน
นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เร่งตัวจากค่าขนส่งและราคาวัสดุ
"แม้ผลกระทบอาจเป็นระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว แต่ในช่วงรอยต่อ ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนทันที และ หากยืดเยื้อจำเป็นต้องส่งผ่านไปยังราคาขาย คาดว่าราคาบ้านจะปรับขึ้น 4-5%"
ต้นทุนพุ่ง 12% กระทบตลาดกลางล่าง
นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่ง ผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง จริงพุ่งสูงขึ้น กว่า 12% ซึ่งถ้าปรับราคาขาย ลูกค้าจะได้รับ ผลกระทบหนักมาก ในส่วนของบ้านเดี่ยวพรีเมียม เราเลือกที่จะแบกรับต้นทุนไว้เอง บางส่วนโดยยอมลดกำไร เพื่อรักษา ความสามารถในการเข้าถึงของลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 12% ส่งผลต่อราคาขายที่อาจต้อง ปรับขึ้นประมาณ 5% ขณะที่โครงการที่ก่อสร้าง ไปแล้ว 30-40% ได้รับผลกระทบน้อย แต่ โครงการใหม่ยังต้องเผชิญแรงกดดันทั้งต้นทุนและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดทาวน์เฮาส์ระดับ 2-4 ล้านบาทที่กระทบมากที่สุด
ผู้บริโภคซื้อแต่ "คิดนานขึ้น" จ่อปรับราคา
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า กำลังซื้อยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น "ผู้บริโภคกังวลต้นทุนก่อสร้างในอนาคต จึงเน้นความคุ้มค่าและความมั่นคง ทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลานานขึ้น แม้กลุ่มบ้านระดับกลางถึงบนยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก"
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังตรึง ราคาก่อสร้างถึงสิ้นเดือน เม.ย.2569 หลังจาก นั้นมีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับขึ้นมากกว่า 10% ตามต้นทุนวัสดุ
"หากต้นทุนวัสดุเพิ่ม 10% ราคาบ้านจะขยับราว 3% และหากเพิ่ม 15% ราคาบ้านอาจปรับขึ้นถึง 4.5%"
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปผลกระทบราคาน้ำมันต่อภาคผลิต การผลิตซีเมนต์ได้รับผลกระทบระดับกลาง มีสัดส่วน ต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 25.8% และ มีต้นทุนขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 3.3%
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า มีสัดส่วน ต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 15.3% และมี ต้นทุนการขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 0.8% โดยต้นทุนดังกล่าวมีผลต่อราคาวัสดุก่อสร้าง
นางบัญชุสา พุทธพรมงคล ประธานคลัสเตอร์ วัสดุก่อสร้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างท่ามกลางปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่ยังคงยืดเยื้อ แม้บางช่วงราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่ปัญหาในเชิงโครงสร้างซัพพลายเชนยังคงมีความ น่ากังวลในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อ วัตถุดิบหลัก อย่างเหล็กที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง หากวิเคราะห์เจาะลึกใน 12 กลุ่ม อุตสาหกรรมภายใต้คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง จะ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบสามารถแยกได้ ดังนี้
ปัจจัยแรกเป็นการพึ่งพาวัตถุดิบ แบ่งเป็น กลุ่มที่มี Local Content สูง ได้แก่ ซีเมนต์ เซรามิก แก้ว และกระจก รวมถึงกลุ่มที่มี Local Content ต่ำ ซึ่งต้องพึ่งการนำเข้า วัตถุดิบเป็นหลัก เช่น อะลูมิเนียมและเหล็ก กลุ่มที่นำเข้านี้ได้รับผล กระทบหนักที่สุด เผชิญ ทั้งราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นและค่าระวางเรือ (Freight) ที่ปรับตัวขึ้นตาม
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนพลังงาน ในการผลิต กลุ่มที่ใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) เช่น ซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก และแก้วกระจก จะได้รับผลกระทบ โดยตรงจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยสุดท้ายที่กระทบทุกกลุ่ม คือ ค่าขนส่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนต้นทุน ที่ใหญ่มากสำหรับวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วย (Margin) ต่ำ
ออเดอร์ล่วงหน้าทะลัก-โลจิสติกส์วิกฤต
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณราคาที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้องกักตุนสินค้า ลูกค้ามีการดึง คำสั่งซื้อล่วงหน้า (Forward Order) ของเดือน เม.ย.-มิ.ย.2569 มาสั่งผลิตตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อเก็งกำไรก่อนราคาปรับขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อส่งมอบให้ทันตามคำสั่งซื้อ พร้อมแบกความเสี่ยงการบริหารจัดการต้นทุนที่ผันผวนรายวัน
"เดือนที่ผ่านมา เราเจอปัญหาขาดแคลนรถขนส่งอย่างหนัก มีการแย่งรถกันเกิดขึ้น เพราะออเดอร์ล่วงหน้าเข้ามาเยอะมาก ประกอบกับราคาค่าขนส่งพุ่งสูงจน ผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายเพื่อให้มีรถส่งสินค้า แต่สุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามแผนที่วางไว้"
รายย่อยเสี่ยงขาดทุน-เริ่มหยุดรับออเดอร
นางบัญชุสา ยังแสดงความกังวลถึงสถานะการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ หลังเศรษฐกิจซบเซามาหลายปี ทำให้ผู้ผลิต ส่วนใหญ่ปรับตัวแบบ Lean หรือรักษาสต๊อก ระดับต่ำมาตลอด
"ขณะนี้ เริ่มเห็นภาพผู้ประกอบการ รายย่อยบางราย ต้องตัดสินใจหยุดรับออเดอร์ เพราะบริหารต้นทุนไม่ทันและไม่สามารถรับ ภาวะขาดทุนได้ไหว จึงอยากเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากบริหารจัดการไม่ดีพอ"
ต้นทุนพุ่ง17% ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค 8.5 %
นอกจากนี้ จากการคำนวณผลกระทบเชิงโครงสร้าง พบว่า ต้นทุนโดยรวมกลุ่มวัสดุก่อสร้างขณะนี้พุ่งขึ้นไปถึง 17% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีสัดส่วนค่าวัสดุประมาณ 50% ของต้นทุน ทั้งหมด และใน 50% นั้นแบ่งเป็นกลุ่มเหล็ก -ซีเมนต์-คอนกรีตครึ่งหนึ่ง และวัสดุอื่นๆ อีกครึ่งหนึ่ง รวมทั้งทำให้การส่งผ่านราคาสุดท้าย (Pass-on) ไปยังผู้บริโภคอาจอยู่ที่ประมาณ 8.5% หรือครึ่งหนึ่งของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
"เหล็กตัวเดียวอาจมีต้นทุนพลังงานถึง 20% หากพลังงานขึ้นแรง ราคาเหล็กอาจพุ่งถึง 10-20% ทันที แต่สุดท้ายกลไกตลาดจะเป็นตัว ชี้ชะตาว่า ผู้ประกอบการจะชาร์จราคาได้ แค่ไหน หากดีมานด์ในตลาดไม่ดี ทุกอย่างก็ต้องปรับลงมา นี่คือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ ต้องแบกรับไว้เอง" นางบัญชุสา กล่าวอสังหาฯ จ้อขยับราคา 5-10 % นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า หาก ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 35% หรืออยู่ระดับ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ราคา วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"วัสดุหนัก" อย่างเหล็ก หิน ปูน ทราย จะปรับขึ้นราว 10% ส่วนวัสดุที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ เช่น พลาสติก ท่อพีวีซี และสี จะเพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้ต้นทุนโดยรวมขยับประมาณ 15% และจะสะท้อนมายังราคาบ้านใหม่เพิ่มขึ้นราว 5-6%
ผู้ประกอบการเริ่มส่งผ่านต้นทุน
นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เร่งตัวจากค่าขนส่งและราคาวัสดุ
"แม้ผลกระทบอาจเป็นระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว แต่ในช่วงรอยต่อ ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนทันที และ หากยืดเยื้อจำเป็นต้องส่งผ่านไปยังราคาขาย คาดว่าราคาบ้านจะปรับขึ้น 4-5%"
ต้นทุนพุ่ง 12% กระทบตลาดกลางล่าง
นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่ง ผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง จริงพุ่งสูงขึ้น กว่า 12% ซึ่งถ้าปรับราคาขาย ลูกค้าจะได้รับ ผลกระทบหนักมาก ในส่วนของบ้านเดี่ยวพรีเมียม เราเลือกที่จะแบกรับต้นทุนไว้เอง บางส่วนโดยยอมลดกำไร เพื่อรักษา ความสามารถในการเข้าถึงของลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 12% ส่งผลต่อราคาขายที่อาจต้อง ปรับขึ้นประมาณ 5% ขณะที่โครงการที่ก่อสร้าง ไปแล้ว 30-40% ได้รับผลกระทบน้อย แต่ โครงการใหม่ยังต้องเผชิญแรงกดดันทั้งต้นทุนและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดทาวน์เฮาส์ระดับ 2-4 ล้านบาทที่กระทบมากที่สุด
ผู้บริโภคซื้อแต่ "คิดนานขึ้น" จ่อปรับราคา
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า กำลังซื้อยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น "ผู้บริโภคกังวลต้นทุนก่อสร้างในอนาคต จึงเน้นความคุ้มค่าและความมั่นคง ทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลานานขึ้น แม้กลุ่มบ้านระดับกลางถึงบนยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก"
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังตรึง ราคาก่อสร้างถึงสิ้นเดือน เม.ย.2569 หลังจาก นั้นมีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับขึ้นมากกว่า 10% ตามต้นทุนวัสดุ
"หากต้นทุนวัสดุเพิ่ม 10% ราคาบ้านจะขยับราว 3% และหากเพิ่ม 15% ราคาบ้านอาจปรับขึ้นถึง 4.5%"
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ