อสังหาฯQ1 ยอดโอนโตแต่ยังเหนื่อย ตลาดบ้านฟื้นตัวจากแรงพยุงจากมาตรการรัฐ กำลังซื้อเปราะบางบ้านหรู-คอนโดฯต่างชาติยังชะลอ
วันที่ : 1 มิถุนายน 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1/2569 เริ่มฟื้นตัว โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% แตะ 72,583 หน่วย มูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
อสังหาริมทรัพย์
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกปี 2569 จะขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน ต้นทุนธุรกิจ และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและผู้ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อหลักของตลาดที่อยู่อาศัยไทย
เมื่อรายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากความต้องการมีบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการผ่อนชำระระยะยาว ความคุ้มค่าของสินทรัพย์ และภาระทางการเงินในอนาคตมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคของ "การซื้ออย่างมีเหตุผล" และ "การพัฒนาอย่างระมัดระวัง" มากกว่าการเติบโตแบบเร่งตัวเช่นในอดีต
มาตรการรัฐช่วยพยุงตลาดแต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ
นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งด้านจำนวนและมูลค่า โดยทั่วประเทศมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นมูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%
กรุงเทพมหานครยังคงเป็นตลาดหลักของประเทศ ด้วยยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% แต่มีมูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5% สะท้อนว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางถึงระดับล่าง มากกว่ากลุ่มราคาสูง
ขณะเดียวกันจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคหลายแห่งมีการขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 1,646 หน่วย เพิ่มขึ้น 30.3% มูลค่า 3,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และจังหวัดระยองที่มียอดโอน 2,691 หน่วย เพิ่มขึ้น 24% มูลค่า 5,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2%
ส่วนจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในด้านมูลค่า โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ 2,548 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.9% คิดเป็นมูลค่า 10,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 34.9% สะท้อนกำลังซื้อในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนและตลาดลักชัวรียังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อชาวไทยและต่างชาติ
สำหรับพื้นที่ปริมณฑลยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดนนทบุรีมียอดโอน 3,961 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.3% มูลค่า 11,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% ขณะที่จังหวัดปทุมธานีมียอดโอน 4,915 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% มูลค่า 10,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7%
บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
จากข้อมูลที่ REIC จัดเก็บได้ในไตรมาสแรกยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในไตรมาสแรกปีนี้ บ้านมือสองมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 67% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 33%
ในด้านระดับราคากลุ่มที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อแยกตามประเภท พบว่าบ้านสร้างใหม่มียอดโอน 21,990 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.7% มูลค่า 61,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนบ้าน มือสองมียอดโอน 47,457 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.7% มูลค่า 79,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5%
ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาสูงกว่า 7 ล้านบาทเริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพียง 3,136 หน่วย ลดลง 14.8% และมีมูลค่ารวม 45,940 ล้านบาท ลดลง 16.3% ทั้งในกลุ่มบ้านใหม่และบ้านมือสอง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า กำลังซื้อในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาที่จับต้องได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะ เศรษฐกิจและความสามารถในการกู้ซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่
ต่างชาติยังมีบทบาท แต่กำลังซื้อเริ่มชะลอลง
แม้ตลาดในประเทศจะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดคอนโดมิเนียม สำหรับชาวต่างชาติยังคงส่งสัญญาณอ่อนตัว โดยไตรมาสแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% คิดเป็นมูลค่า 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9% อย่างไรก็ตาม ต่างชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อตลาดคอนโดมิเนียมไทย โดยคิดเป็นสัดส่วน 13.6% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และคิดเป็น 23.9% ของมูลค่าการโอนรวม
โดยลูกค้าชาวจีนยังคงเป็นผู้ซื้ออันดับหนึ่ง แม้จำนวนหน่วยจะลดลงเหลือ 906 หน่วย หดตัว 38.8% และมีมูลค่า 3,493 ล้านบาท ลดลง 42.9% ขณะที่ชาวรัสเซียยังเติบโตสวนทางตลาด โดยมียอด โอน 383 หน่วย เพิ่มขึ้น 33% และมีมูลค่า 1,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ถึง 68.7% ส่วนผู้ซื้อชาวเมียนมาขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ด้วย จำนวน 279 หน่วย แม้จะลดลง 36.4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดต่างชาติชะลอตัวมาจากภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะจีน รวมถึงมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่กำลังซื้อจากรัสเซียยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและชลบุรี
อสังหาฯปรับแผนจาก"ขยายตัว" สู่ "ลงทุนอย่างระมัดระวัง"
ภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ผู้ประกอบการอสังหาริม ทรัพย์เริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างชัดเจน โดยข้อมูลการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าจำนวนโครงการใหม่โดยรวมลดลงราว 3% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุน คอนโดมิเนียมกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น โดยจำนวน หน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มจากประมาณ 8,000 หน่วย เป็นมากกว่า 10,000 หน่วย ขณะที่โครงการแนวราบเปิดตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุสำคัญมาจากคอนโดมิเนียมยังตอบโจทย์กำลังซื้อของคนรุ่นใหม่และกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงได้ดีกว่า ในขณะที่บ้านแนวราบต้องเผชิญต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาขายขยับเกินกำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมาก
นอกจากนี้ การชะลอเปิดโครงการใหม่ยังสะท้อนถึงความพยายามบริหารสต๊อกสินค้าอย่างรอบคอบ หลังตลาดสะสมหน่วยเหลือขายจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
บ้านมือสองและบ้านราคาจับต้องได้กลายเป็นดาวเด่นของตลาด
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้บริโภค จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับขนาดบ้านหรือภาพลักษณ์โครงการ มาเป็นการพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระและความคุ้มค่าของการอยู่อาศัยเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นคือความต้องการบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และไม่เกิน 7 ล้านบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดบ้านระดับราคาสูงเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
พร้อมกันนั้น บ้านมือสองได้กลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ซื้อเนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านทำเล ราคา และการปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการ ขณะที่บ้านใหม่จำนวนมากถูกผลักดันราคาสูงขึ้นจากต้นทุนที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการมองหา "บ้านในฝัน" ไปสู่การเลือก "บ้านที่เหมาะกับฐานะทางการเงิน" มากขึ้น
สัญญาณสมดุลใหม่เริ่มก่อตัว
แม้ตลาดยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ข้อมูลของ REIC เริ่มสะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะปริมาณหน่วย เหลือขายในหลายเซกเมนต์ที่ทยอยลดลง ขณะที่อัตราการดูดซับ ของทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุล มากขึ้น หลังทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการต่างปรับตัวเข้าหากัน ผู้ประกอบการลดการเร่งเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับเอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้สต๊อกสะสมที่เคยเป็นปัญหาเริ่มถูกดูดซับออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง
บ้านสีเขียวและความยั่งยืนกำลังเป็นทิศทางใหม่ของตลาด
อีกหนึ่งแนวโน้มที่เริ่มเห็นชัดขึ้น คือการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านพลังงานและการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนความผันผวนของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับบ้านประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Solar Roof ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ หรือการออกแบบอาคารที่ช่วยลดการใช้พลังงาน
แนวโน้มดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการสินเชื่อบ้านสีเขียวของธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดในอนาคต
ปีแห่งการประคองตัวและปรับโครงสร้าง
แม้ไตรมาสแรกจะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ภาพรวมตลาดอสังหา ริมทรัพย์ไทยตลอดปี 2569 ยังถูกประเมินว่าเป็นปีแห่งการ "ประคองตัว" มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดย REIC คาดว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอาจลดลงประมาณ 1% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่มีแนวโน้มหดตัวราว 1.6%
ทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และความสามารถในการควบคุมเงินเฟ้อ หากมาตรการกระตุ้นยังดำเนินต่อเนื่องและเศรษฐกิจโลกไม่เผชิญวิกฤตเพิ่มเติม ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น หรือกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานกว่าที่คาด
โดยสรุปแล้วตลาดอสังหาฯในปี 69 ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต แต่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ จากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยการขยายตัวและการเก็งกำไร สู่ยุคที่เติบโตบนพื้นฐานของกำลังซื้อจริง ผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านอย่างรอบคอบมากขึ้น ผู้ประกอบการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น และตลาดกำลังให้ความสำคัญกับ สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง ทั้งบ้านราคาจับต้องได้ บ้านมือสอง และบ้านประหยัดพลังงาน
แม้อาจไม่เห็นการเติบโตหวือหวาในระยะสั้น แต่การปรับตัวครั้งนี้กำลังวางรากฐานสู่ "สมดุลใหม่" ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตบนความต้องการจริง และมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกปี 2569 จะขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน ต้นทุนธุรกิจ และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและผู้ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อหลักของตลาดที่อยู่อาศัยไทย
เมื่อรายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากความต้องการมีบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการผ่อนชำระระยะยาว ความคุ้มค่าของสินทรัพย์ และภาระทางการเงินในอนาคตมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคของ "การซื้ออย่างมีเหตุผล" และ "การพัฒนาอย่างระมัดระวัง" มากกว่าการเติบโตแบบเร่งตัวเช่นในอดีต
มาตรการรัฐช่วยพยุงตลาดแต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ
นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งด้านจำนวนและมูลค่า โดยทั่วประเทศมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นมูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%
กรุงเทพมหานครยังคงเป็นตลาดหลักของประเทศ ด้วยยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% แต่มีมูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5% สะท้อนว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางถึงระดับล่าง มากกว่ากลุ่มราคาสูง
ขณะเดียวกันจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคหลายแห่งมีการขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 1,646 หน่วย เพิ่มขึ้น 30.3% มูลค่า 3,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และจังหวัดระยองที่มียอดโอน 2,691 หน่วย เพิ่มขึ้น 24% มูลค่า 5,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2%
ส่วนจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในด้านมูลค่า โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ 2,548 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.9% คิดเป็นมูลค่า 10,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 34.9% สะท้อนกำลังซื้อในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนและตลาดลักชัวรียังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อชาวไทยและต่างชาติ
สำหรับพื้นที่ปริมณฑลยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดนนทบุรีมียอดโอน 3,961 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.3% มูลค่า 11,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% ขณะที่จังหวัดปทุมธานีมียอดโอน 4,915 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% มูลค่า 10,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7%
บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
จากข้อมูลที่ REIC จัดเก็บได้ในไตรมาสแรกยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในไตรมาสแรกปีนี้ บ้านมือสองมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 67% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 33%
ในด้านระดับราคากลุ่มที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อแยกตามประเภท พบว่าบ้านสร้างใหม่มียอดโอน 21,990 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.7% มูลค่า 61,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนบ้าน มือสองมียอดโอน 47,457 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.7% มูลค่า 79,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5%
ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาสูงกว่า 7 ล้านบาทเริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพียง 3,136 หน่วย ลดลง 14.8% และมีมูลค่ารวม 45,940 ล้านบาท ลดลง 16.3% ทั้งในกลุ่มบ้านใหม่และบ้านมือสอง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า กำลังซื้อในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาที่จับต้องได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะ เศรษฐกิจและความสามารถในการกู้ซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่
ต่างชาติยังมีบทบาท แต่กำลังซื้อเริ่มชะลอลง
แม้ตลาดในประเทศจะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดคอนโดมิเนียม สำหรับชาวต่างชาติยังคงส่งสัญญาณอ่อนตัว โดยไตรมาสแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% คิดเป็นมูลค่า 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9% อย่างไรก็ตาม ต่างชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อตลาดคอนโดมิเนียมไทย โดยคิดเป็นสัดส่วน 13.6% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และคิดเป็น 23.9% ของมูลค่าการโอนรวม
โดยลูกค้าชาวจีนยังคงเป็นผู้ซื้ออันดับหนึ่ง แม้จำนวนหน่วยจะลดลงเหลือ 906 หน่วย หดตัว 38.8% และมีมูลค่า 3,493 ล้านบาท ลดลง 42.9% ขณะที่ชาวรัสเซียยังเติบโตสวนทางตลาด โดยมียอด โอน 383 หน่วย เพิ่มขึ้น 33% และมีมูลค่า 1,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ถึง 68.7% ส่วนผู้ซื้อชาวเมียนมาขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ด้วย จำนวน 279 หน่วย แม้จะลดลง 36.4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดต่างชาติชะลอตัวมาจากภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะจีน รวมถึงมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่กำลังซื้อจากรัสเซียยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและชลบุรี
อสังหาฯปรับแผนจาก"ขยายตัว" สู่ "ลงทุนอย่างระมัดระวัง"
ภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ผู้ประกอบการอสังหาริม ทรัพย์เริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างชัดเจน โดยข้อมูลการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าจำนวนโครงการใหม่โดยรวมลดลงราว 3% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุน คอนโดมิเนียมกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น โดยจำนวน หน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มจากประมาณ 8,000 หน่วย เป็นมากกว่า 10,000 หน่วย ขณะที่โครงการแนวราบเปิดตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุสำคัญมาจากคอนโดมิเนียมยังตอบโจทย์กำลังซื้อของคนรุ่นใหม่และกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงได้ดีกว่า ในขณะที่บ้านแนวราบต้องเผชิญต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาขายขยับเกินกำลังซื้อของผู้บริโภคจำนวนมาก
นอกจากนี้ การชะลอเปิดโครงการใหม่ยังสะท้อนถึงความพยายามบริหารสต๊อกสินค้าอย่างรอบคอบ หลังตลาดสะสมหน่วยเหลือขายจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
บ้านมือสองและบ้านราคาจับต้องได้กลายเป็นดาวเด่นของตลาด
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้บริโภค จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับขนาดบ้านหรือภาพลักษณ์โครงการ มาเป็นการพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระและความคุ้มค่าของการอยู่อาศัยเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นคือความต้องการบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และไม่เกิน 7 ล้านบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดบ้านระดับราคาสูงเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
พร้อมกันนั้น บ้านมือสองได้กลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ซื้อเนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านทำเล ราคา และการปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการ ขณะที่บ้านใหม่จำนวนมากถูกผลักดันราคาสูงขึ้นจากต้นทุนที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการมองหา "บ้านในฝัน" ไปสู่การเลือก "บ้านที่เหมาะกับฐานะทางการเงิน" มากขึ้น
สัญญาณสมดุลใหม่เริ่มก่อตัว
แม้ตลาดยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ข้อมูลของ REIC เริ่มสะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะปริมาณหน่วย เหลือขายในหลายเซกเมนต์ที่ทยอยลดลง ขณะที่อัตราการดูดซับ ของทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุล มากขึ้น หลังทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการต่างปรับตัวเข้าหากัน ผู้ประกอบการลดการเร่งเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับเอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้สต๊อกสะสมที่เคยเป็นปัญหาเริ่มถูกดูดซับออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง
บ้านสีเขียวและความยั่งยืนกำลังเป็นทิศทางใหม่ของตลาด
อีกหนึ่งแนวโน้มที่เริ่มเห็นชัดขึ้น คือการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านพลังงานและการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนความผันผวนของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับบ้านประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Solar Roof ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ หรือการออกแบบอาคารที่ช่วยลดการใช้พลังงาน
แนวโน้มดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการสินเชื่อบ้านสีเขียวของธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดในอนาคต
ปีแห่งการประคองตัวและปรับโครงสร้าง
แม้ไตรมาสแรกจะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ภาพรวมตลาดอสังหา ริมทรัพย์ไทยตลอดปี 2569 ยังถูกประเมินว่าเป็นปีแห่งการ "ประคองตัว" มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดย REIC คาดว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอาจลดลงประมาณ 1% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่มีแนวโน้มหดตัวราว 1.6%
ทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และความสามารถในการควบคุมเงินเฟ้อ หากมาตรการกระตุ้นยังดำเนินต่อเนื่องและเศรษฐกิจโลกไม่เผชิญวิกฤตเพิ่มเติม ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น หรือกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานกว่าที่คาด
โดยสรุปแล้วตลาดอสังหาฯในปี 69 ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต แต่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ จากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยการขยายตัวและการเก็งกำไร สู่ยุคที่เติบโตบนพื้นฐานของกำลังซื้อจริง ผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านอย่างรอบคอบมากขึ้น ผู้ประกอบการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น และตลาดกำลังให้ความสำคัญกับ สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง ทั้งบ้านราคาจับต้องได้ บ้านมือสอง และบ้านประหยัดพลังงาน
แม้อาจไม่เห็นการเติบโตหวือหวาในระยะสั้น แต่การปรับตัวครั้งนี้กำลังวางรากฐานสู่ "สมดุลใหม่" ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตบนความต้องการจริง และมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ