ดีเวลลอปเปอร์รุ่นใหญ่มองอสังหาฯ ปีขาล ห่วงเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ ผุดโครงการจับกลุ่ม Affordable ดีมานด์จริง
วันที่ : 13 มกราคม 2565
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยถึง ดัชนีเชื่อมั่นอสังหาฯ ฟื้นตัวในรอบ 10 ไตรมาส คลายล็อก LTV - เปิด ปท.หนุน-กังวลปัจจัยต้นทุน
อสังหาริมทรัพย์
เดือนแรกของปี 2565 สถานการณ์ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ ดูมีบรรยากาศของการกลับมาแบบค่อยๆ ฟืนตัว ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นแรงขับให้ตลาด อสังหาฯกลับมาดีขึ้นบ้าง ทั้งเรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับต่ำ (แม้จะเจอความกดดันเรื่องอัตราเงินเฟอ ที่เริ่มสูงขึ้น), การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นเกี่ยวเนื่องกับ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ไปสินสุดมาตรการใน เดือน ธ.ค.2565, การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือรายการ ร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ แล เพิ่มเติมในกลุ่มบ้านมือสองราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมถึงนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของภาครัฐเช่น ช้อปดีมีคืน มาตรการใหม่ที่คลอดออกมาปลาย ปี 64 สามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่า บริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และภาคการส่งออกที่ยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอยู่
อย่างไรก็ตาม ในมุมของปัจจัยเสี่ยงที่เริ่มฉายให้เห็นต้นปี 65 ที่ทุกคนเฝาหวังให้คลี่คลายโดยเร็ว คงหนีไม่พ้นเรื่อง การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด "โอมิครอน" ที่ปัจจุบันผู้ติดเชื้อในประเทศเกินกว่า 7,000 คน ราคาสินค้าที่แพงขึ้น สินค้าวัสดุก่อสร้างเริ่มปรับราคาตั้งแต่ต้นปี 65 ปัญหาแรงงานที่ยังขาดแคลน ภาคการลงทุนเอกชนยังชะลอตัว ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบติดต่อมา 2 ปี ภาคการจ้างแรงงานที่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น และปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงจนน่าวิตกกังวล ซึ่งจะมีผลต่ออำนาจการบริโภคของประชาชนที่จะลดลง
อสังหาฯ รุ่นใหญ่สะท้อน ศก.ปี 65 เติบโตแต่ไม่ถึงก่อนโควิด
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นักพัฒนาโครงการอสังหาฯรุ่นเก๋า ให้มุมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟืนตัวที่ขาดสมดุลขึ้นหรือการฟืนตัวแบบ K-Shaped เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟืนตัวได้ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563 ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟืนตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล
โดยในปี 2565 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3-4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาด ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของโควิดสายพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟอทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ใน ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
ประทีป ตั้งมติธรรม เผยทำธุรกิจยุคนี้ต้อง 'ระมัดระวัง-แม่นยำ-รอบคอบ'
นายประทีป ตังมติธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับผู้สื่อข่าว ถึงแนวทางที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวว่า ภาคอสังหาฯจะต้องระมัดระวังในการลงทุน ต้องรวดเร็วแต่ต้องรอบคอบแม่นยำ ช้าแล้ว สะเพร่า ก็ไม่มีประโยชน์ เรายังเชื่อ ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ดีขึ้น เรามองโลกในแง่ดี ก็หวังว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น และหวังว่า ปี 2565 ทุกอย่างต้องดีกว่าปีนี้ ซึ่งปัจจัยที่เข้ามาขับเคลื่อนให้ภาคอสังหาฯเติบโตได้ เช่น การผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่เป็นปัญหาอุปสรรคหายไป เรื่องรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาฯ เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งการซื้ออสังหาฯในเมืองไทย โดยที่ต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมได้เป็นหลัก ยังไม่สามารถซื้อบ้านจัดสรรได้ ยกเว้นจะเข้าหลักเกณฑ์ของ BOI
สำหรับทิศทางการแข่งขันในภาคธุรกิจอสังหาฯนั้นดร.ประทีป กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่ต้องไปคิดของตนเอง แต่ละคนต้องไปคิดวิธีการออกสินค้าใหม่ซึ่งในส่วนของบริษัทศุภาลัยฯ สิ่งที่เรากำลังทำ นำไปสู่ธุรกิจนิวเอสเคิร์ฟใหม่ๆ เริ่มจากมีการออกโปรดักต์ใหม่ๆมาตลอด เช่น การพัฒนาโครงการในรูปแบบที่มุ่งเชิงตากอากาศมากขึ้น เน้นในหัวเมืองท่องเที่ยว ดีไซน์ของโครงการที่เป็นบ้านพักอารมณ์ตากอากาศ การใช้เทคโนโลยีนำมาช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์ใช้สอยให้สอดคล้องกับชีวิตใหม่มากขึ้น เรามีสินค้าราคาแพงขึ้น หรือการไปหัวเมืองตลาดต่างจังหวัด เป็นต้น
ส.อาคารชุดไทย ชี้ค่าครองชีพสูง คนมองหาคอนโดฯใกล้ที่ทำงาน
ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ว่า เรามองมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่เชื่อตลาดคอนโดฯในปี 65 จะเติบโตต่อไป เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟืนตัว และหลังจากคลายล็อกดาวน์ ทุกคนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ กลับเข้าไปทำงานในอาคารสำนักงาน ร้านอาหารหลายแห่งมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการ ขณะที่มองว่าดีมานด์ของคอนโดฯต้องกลับมาอีก ประกอบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวโครงการไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนก่อนช่วงเกิดระบาด ช่วยในเรื่องการดูดซับสินค้าห้องชุดได้พอสมควร และจากการขายได้ โอนได้ แม้จะไม่มากเหมือนก่อนเกิดโควิด ซึ่งเชื่อมั่นคนที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่ม วัยทำงาน ต้องมองหาที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ดีมานด์คอนโดฯกลับมา
"บ้านเป็นสิ่งจำเป็น ต้องมองว่า ยิ่งในภาวะปัจจุบันกลุ่มวัยทำงานต้องเลือกการมีที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ที่ทำงานถ้าบ้านไกลต้องเช่าอยู่ในเมือง การมีที่อยู่ไกลเกินไป อาจจะไม่ไหว"
กลุ่มคนมีเงิน กลาง-บน ซื้อคอนโดฯ หนีเงินเฟ้อ
ดร.อาภา กล่าวว่า ราคาคอนโดฯจะมีการฟืนตัวขึ้นทุกกลุ่ม เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ คนมีฐานะ (มีเงิน) ตั้งแต่กลุ่มกลางและบน มีเงินเก็บ เป็นกลุ่มที่เห็นสัญญาณเงินเฟอ การฝากเงินไว้กับธนาคารอัตราผลตอบแทนจะไม่ทันกับการเพิ่มของอัตราเงินเฟอ เลยซื้ออสังหาฯดีกว่า ในช่วงโควิด กลุ่มคอนโดฯ ระดับล่างอาจจะชะลอบ้าง แต่ระดับบนมีเงินสดในมือเยอะ เพียงแต่รอดูวิกฤตโควิดจะยาวนานแค่ไหน โดยเท่าที่ประเมินภาพรวมและปัจจัยบวกแล้ว คาดว่าตลาดคอนโดฯในปี 65 ได้เห็นการเติบโต 10-15% หลังจากในปีที่ผ่านมา ติดลบถึง 30%
PF เฟ้นหาธุรกิจใหม่ๆ ขับเคลื่อนการฟื้นตัว
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงวิธีการบริหารธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันว่า ต้องคิดและหาวิธีใหม่ๆในการฟืนตัว ซึ่งในปี 65 จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนของบริษัทฯ โดยในกลุ่มของธุรกิจโรงแรมในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าหนักมาก แต่เป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญต่อจีดีพี ประมาณ 20 % ยิ่งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็น่ากังวล ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดการแก้ไขกลุ่มท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด เนื่องจากคนที่ทำงานในธุรกิจโรงแรมกระจายตัวค่อนข้างมาก การจะใช้แคมเปญที่มีอยู่ คิดว่ายังไม่แรงพอ ดังนั้น ควรไปแก้ที่ซัปพลาย (โรงแรม) ให้ชะลอการก่อสร้างโครงการโรงแรมใหม่ๆ ออกไปก่อนอย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งภาคสถาบันการเงินอาจมีส่วนเข้ามา เนื่องจากซัปพลายยังมีจำนวนมาก
เศรษฐา ทวีสิน เชื่อรายใหญ่ไม่เน้นทำ 'สงครามราคา'
นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดว่าถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 ว่า ปีที่ผ่านมา (64) เป็นปีที่หนักหน่วงสาหัสสากรรจ์มากสำหรับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา เราคิดว่าจะเป็นปีแห่ง ความหวัง และเป็นปีที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง ซึ่งในเรื่องของเศรษฐกิจในปีนี้ เราก็มีความหวัง แต่กลับมีปัจจัยลบมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งในเรื่องของสินค้าราคาแพง การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะทำให้ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจกต์เรต) เพิ่มสูงขึ้น
"ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการถูกดูดซับที่อยู่อาศัยไปมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ 6-7 รายในตลาดมีสภาพคล่องที่สูง คงไม่มาเล่นเรื่องสงครามราคาซึ่ง แสนสิริ ไม่เน้นสงครามราคา เพราะเรามีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน สภาพคล่องกว่า 15,000 ล้านบาท และสินค้าคงค้างของเราก็เหลือน้อย สต๊อกที่มีอยู่ไม่ถึง 10,000 ล้านบาท" นายเศรษฐา กล่าวและว่า ในปีนี้ แสนสิริ จะมีการเปิดตัวใหม่ 46 โครงการ มูลค่ารวม 50,000 ล้านบาทหลักๆ จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 90% และต่างจังหวัดลงมาเหลือ 10% ซึ่งจะทำตลาดในกลุ่มแนวราบในสัดส่วนถึง 75% (28 โครงการ) และโครงการคอนโดฯ 25% (18 โครงการ) เป็นสินค้าของ กลุ่ม Affordable Segment ถึง 50% เพื่อให้แสนสิริ เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย
อนึ่ง การปรับพอร์ตของบริษัทแสนสิริ ที่มาเจาะกลุ่มกำลังซื้อจริง Affordable Segment เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของตลาดอสังหาฯได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาพดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ผู้ประกอบการหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอนันดาฯ,บริษัทศุภาลัย,บริษัท โนเบิลฯ,หรือแม้แต่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน)ที่เข้าไปซื้อโครงการและที่ดินมาพัฒนาโครงการในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งกลุ่มเรียลดีมานด์ 1-3 ล้านบาท ตลาดใหญ่และซื้อเพื่ออยู่จริง นั่นจึงเป็น อีกหนึ่ง เหตุผลที่ บริษัทอสังหาฯเข้ามาสู่สมรภูมิการ ชิงเค้กตลาดคอนโดฯและแนวราบในตลาดกลุ่มระดับกลางลงล่าง ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการในการเปิดโครงการในตลาดกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น ในปี 65 .
ดัชนีเชื่อมั่นอสังหาฯ ฟื้นตัวในรอบ 10 ไตรมาส คลายล็อก LTV - เปิด ปท.หนุน-กังวลปัจจัยต้นทุน
จากสถานการณ์ทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เริ่มจะกลับมาฟืนตัว หลังจากในช่วงนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงและไม่รุนแรง ประกอบกับภาครัฐ ได้มีการขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือรายการละร้อยละ 0.01ครอบคลุมตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ และเพิ่มเติมในกลุ่มบ้านหลังที่สองด้วย ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นการประเมินในภาวะที่การระบาดของผู้ติดเชื้อ 'โอมิครอน' ตัวเลขไม่เพิ่มสูงขึ้นเทียบเท่ากับเดือนแรกของปี 2565 ที่พบผู้ติดเชื้อกระจายไปมากกว่า 70 จังหวัด จนนำมาสู่การออกมาตรการควบคุมของรัฐบาล (แต่ไม่มีการล็อกดาวน์) นั้น
ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ได้มีการเผยแพร่รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ภาพรวมของไตรมาส 4 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 52.0 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และมีค่าดัชนีสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เป็นไตรมาสแรกหลังจากที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาถึง 10 ไตรมาส ขณะที่ความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีค่าเท่ากับ 62.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.2 และมีการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปัจจัย เป็นผลมาจากการต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนอง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. กล่าวว่า ทั้งนี้ ค่าดัชนีในไตรมาสนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น มีปัจจัยสนับสนุนมาจาก
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราวสำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19
2.รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายในการเปิดประเทศตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 64 โดยคาดว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อการกลับมาของกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ นับเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในทิศทางที่เป็นบวกเพิ่มขึ้น
เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัท พบว่า
* ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies ในไตรมาส 4 ปี 64 มีค่าดัชนีเท่ากับ 56.3 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 และสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนี 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีความเชื่อมั่น ต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 62.5 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า และการเปิดตัวโครงการใหม่หรือเฟสใหม่มีค่าดัชนีเท่ากับ 60.3 ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน
* แต่ที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies แม้ว่า ในไตรมาส 4 ปี 64 มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 45.5 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 42.7 ทั้งนี้ มีแนวโน้มดัชนีในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies เห็นได้จากยอดขายที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 48.1 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า และเปิดตัวโครงการใหม่หรือเฟสใหม่มีค่าดัชนีเท่ากับ 47.1 ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน แต่ค่าดัชนีของผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies ในทุกด้านยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันที่อยู่ในระดับที่ต่ำ และต่ำกว่าผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 62.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.2 และมีการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปัจจัย ยกเว้นในปัจจัยของต้นทุน ผู้ประกอบการที่ต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0
ในภาพรวมของดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอีก 6 เดือนข้างหน้าในเชิงบวกเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลประกาศต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.65 และผู้ประกอบการคาดการณ์ว่า หากมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้มากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯใน อีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มมากขึ้น
เดือนแรกของปี 2565 สถานการณ์ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ ดูมีบรรยากาศของการกลับมาแบบค่อยๆ ฟืนตัว ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นแรงขับให้ตลาด อสังหาฯกลับมาดีขึ้นบ้าง ทั้งเรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับต่ำ (แม้จะเจอความกดดันเรื่องอัตราเงินเฟอ ที่เริ่มสูงขึ้น), การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นเกี่ยวเนื่องกับ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ไปสินสุดมาตรการใน เดือน ธ.ค.2565, การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือรายการ ร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ แล เพิ่มเติมในกลุ่มบ้านมือสองราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมถึงนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของภาครัฐเช่น ช้อปดีมีคืน มาตรการใหม่ที่คลอดออกมาปลาย ปี 64 สามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่า บริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และภาคการส่งออกที่ยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอยู่
อย่างไรก็ตาม ในมุมของปัจจัยเสี่ยงที่เริ่มฉายให้เห็นต้นปี 65 ที่ทุกคนเฝาหวังให้คลี่คลายโดยเร็ว คงหนีไม่พ้นเรื่อง การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด "โอมิครอน" ที่ปัจจุบันผู้ติดเชื้อในประเทศเกินกว่า 7,000 คน ราคาสินค้าที่แพงขึ้น สินค้าวัสดุก่อสร้างเริ่มปรับราคาตั้งแต่ต้นปี 65 ปัญหาแรงงานที่ยังขาดแคลน ภาคการลงทุนเอกชนยังชะลอตัว ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบติดต่อมา 2 ปี ภาคการจ้างแรงงานที่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น และปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงจนน่าวิตกกังวล ซึ่งจะมีผลต่ออำนาจการบริโภคของประชาชนที่จะลดลง
อสังหาฯ รุ่นใหญ่สะท้อน ศก.ปี 65 เติบโตแต่ไม่ถึงก่อนโควิด
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นักพัฒนาโครงการอสังหาฯรุ่นเก๋า ให้มุมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟืนตัวที่ขาดสมดุลขึ้นหรือการฟืนตัวแบบ K-Shaped เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟืนตัวได้ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563 ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟืนตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล
โดยในปี 2565 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3-4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาด ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของโควิดสายพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟอทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ใน ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
ประทีป ตั้งมติธรรม เผยทำธุรกิจยุคนี้ต้อง 'ระมัดระวัง-แม่นยำ-รอบคอบ'
นายประทีป ตังมติธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับผู้สื่อข่าว ถึงแนวทางที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวว่า ภาคอสังหาฯจะต้องระมัดระวังในการลงทุน ต้องรวดเร็วแต่ต้องรอบคอบแม่นยำ ช้าแล้ว สะเพร่า ก็ไม่มีประโยชน์ เรายังเชื่อ ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ดีขึ้น เรามองโลกในแง่ดี ก็หวังว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น และหวังว่า ปี 2565 ทุกอย่างต้องดีกว่าปีนี้ ซึ่งปัจจัยที่เข้ามาขับเคลื่อนให้ภาคอสังหาฯเติบโตได้ เช่น การผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่เป็นปัญหาอุปสรรคหายไป เรื่องรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาฯ เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งการซื้ออสังหาฯในเมืองไทย โดยที่ต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมได้เป็นหลัก ยังไม่สามารถซื้อบ้านจัดสรรได้ ยกเว้นจะเข้าหลักเกณฑ์ของ BOI
สำหรับทิศทางการแข่งขันในภาคธุรกิจอสังหาฯนั้นดร.ประทีป กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่ต้องไปคิดของตนเอง แต่ละคนต้องไปคิดวิธีการออกสินค้าใหม่ซึ่งในส่วนของบริษัทศุภาลัยฯ สิ่งที่เรากำลังทำ นำไปสู่ธุรกิจนิวเอสเคิร์ฟใหม่ๆ เริ่มจากมีการออกโปรดักต์ใหม่ๆมาตลอด เช่น การพัฒนาโครงการในรูปแบบที่มุ่งเชิงตากอากาศมากขึ้น เน้นในหัวเมืองท่องเที่ยว ดีไซน์ของโครงการที่เป็นบ้านพักอารมณ์ตากอากาศ การใช้เทคโนโลยีนำมาช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์ใช้สอยให้สอดคล้องกับชีวิตใหม่มากขึ้น เรามีสินค้าราคาแพงขึ้น หรือการไปหัวเมืองตลาดต่างจังหวัด เป็นต้น
ส.อาคารชุดไทย ชี้ค่าครองชีพสูง คนมองหาคอนโดฯใกล้ที่ทำงาน
ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ว่า เรามองมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่เชื่อตลาดคอนโดฯในปี 65 จะเติบโตต่อไป เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟืนตัว และหลังจากคลายล็อกดาวน์ ทุกคนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ กลับเข้าไปทำงานในอาคารสำนักงาน ร้านอาหารหลายแห่งมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการ ขณะที่มองว่าดีมานด์ของคอนโดฯต้องกลับมาอีก ประกอบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวโครงการไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนก่อนช่วงเกิดระบาด ช่วยในเรื่องการดูดซับสินค้าห้องชุดได้พอสมควร และจากการขายได้ โอนได้ แม้จะไม่มากเหมือนก่อนเกิดโควิด ซึ่งเชื่อมั่นคนที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่ม วัยทำงาน ต้องมองหาที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ดีมานด์คอนโดฯกลับมา
"บ้านเป็นสิ่งจำเป็น ต้องมองว่า ยิ่งในภาวะปัจจุบันกลุ่มวัยทำงานต้องเลือกการมีที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ที่ทำงานถ้าบ้านไกลต้องเช่าอยู่ในเมือง การมีที่อยู่ไกลเกินไป อาจจะไม่ไหว"
กลุ่มคนมีเงิน กลาง-บน ซื้อคอนโดฯ หนีเงินเฟ้อ
ดร.อาภา กล่าวว่า ราคาคอนโดฯจะมีการฟืนตัวขึ้นทุกกลุ่ม เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ คนมีฐานะ (มีเงิน) ตั้งแต่กลุ่มกลางและบน มีเงินเก็บ เป็นกลุ่มที่เห็นสัญญาณเงินเฟอ การฝากเงินไว้กับธนาคารอัตราผลตอบแทนจะไม่ทันกับการเพิ่มของอัตราเงินเฟอ เลยซื้ออสังหาฯดีกว่า ในช่วงโควิด กลุ่มคอนโดฯ ระดับล่างอาจจะชะลอบ้าง แต่ระดับบนมีเงินสดในมือเยอะ เพียงแต่รอดูวิกฤตโควิดจะยาวนานแค่ไหน โดยเท่าที่ประเมินภาพรวมและปัจจัยบวกแล้ว คาดว่าตลาดคอนโดฯในปี 65 ได้เห็นการเติบโต 10-15% หลังจากในปีที่ผ่านมา ติดลบถึง 30%
PF เฟ้นหาธุรกิจใหม่ๆ ขับเคลื่อนการฟื้นตัว
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงวิธีการบริหารธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันว่า ต้องคิดและหาวิธีใหม่ๆในการฟืนตัว ซึ่งในปี 65 จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนของบริษัทฯ โดยในกลุ่มของธุรกิจโรงแรมในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าหนักมาก แต่เป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญต่อจีดีพี ประมาณ 20 % ยิ่งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็น่ากังวล ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดการแก้ไขกลุ่มท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด เนื่องจากคนที่ทำงานในธุรกิจโรงแรมกระจายตัวค่อนข้างมาก การจะใช้แคมเปญที่มีอยู่ คิดว่ายังไม่แรงพอ ดังนั้น ควรไปแก้ที่ซัปพลาย (โรงแรม) ให้ชะลอการก่อสร้างโครงการโรงแรมใหม่ๆ ออกไปก่อนอย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งภาคสถาบันการเงินอาจมีส่วนเข้ามา เนื่องจากซัปพลายยังมีจำนวนมาก
เศรษฐา ทวีสิน เชื่อรายใหญ่ไม่เน้นทำ 'สงครามราคา'
นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดว่าถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 ว่า ปีที่ผ่านมา (64) เป็นปีที่หนักหน่วงสาหัสสากรรจ์มากสำหรับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา เราคิดว่าจะเป็นปีแห่ง ความหวัง และเป็นปีที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง ซึ่งในเรื่องของเศรษฐกิจในปีนี้ เราก็มีความหวัง แต่กลับมีปัจจัยลบมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งในเรื่องของสินค้าราคาแพง การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะทำให้ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจกต์เรต) เพิ่มสูงขึ้น
"ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการถูกดูดซับที่อยู่อาศัยไปมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ 6-7 รายในตลาดมีสภาพคล่องที่สูง คงไม่มาเล่นเรื่องสงครามราคาซึ่ง แสนสิริ ไม่เน้นสงครามราคา เพราะเรามีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน สภาพคล่องกว่า 15,000 ล้านบาท และสินค้าคงค้างของเราก็เหลือน้อย สต๊อกที่มีอยู่ไม่ถึง 10,000 ล้านบาท" นายเศรษฐา กล่าวและว่า ในปีนี้ แสนสิริ จะมีการเปิดตัวใหม่ 46 โครงการ มูลค่ารวม 50,000 ล้านบาทหลักๆ จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 90% และต่างจังหวัดลงมาเหลือ 10% ซึ่งจะทำตลาดในกลุ่มแนวราบในสัดส่วนถึง 75% (28 โครงการ) และโครงการคอนโดฯ 25% (18 โครงการ) เป็นสินค้าของ กลุ่ม Affordable Segment ถึง 50% เพื่อให้แสนสิริ เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย
อนึ่ง การปรับพอร์ตของบริษัทแสนสิริ ที่มาเจาะกลุ่มกำลังซื้อจริง Affordable Segment เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของตลาดอสังหาฯได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาพดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ผู้ประกอบการหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอนันดาฯ,บริษัทศุภาลัย,บริษัท โนเบิลฯ,หรือแม้แต่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน)ที่เข้าไปซื้อโครงการและที่ดินมาพัฒนาโครงการในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งกลุ่มเรียลดีมานด์ 1-3 ล้านบาท ตลาดใหญ่และซื้อเพื่ออยู่จริง นั่นจึงเป็น อีกหนึ่ง เหตุผลที่ บริษัทอสังหาฯเข้ามาสู่สมรภูมิการ ชิงเค้กตลาดคอนโดฯและแนวราบในตลาดกลุ่มระดับกลางลงล่าง ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการในการเปิดโครงการในตลาดกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น ในปี 65 .
ดัชนีเชื่อมั่นอสังหาฯ ฟื้นตัวในรอบ 10 ไตรมาส คลายล็อก LTV - เปิด ปท.หนุน-กังวลปัจจัยต้นทุน
จากสถานการณ์ทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เริ่มจะกลับมาฟืนตัว หลังจากในช่วงนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงและไม่รุนแรง ประกอบกับภาครัฐ ได้มีการขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือรายการละร้อยละ 0.01ครอบคลุมตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ และเพิ่มเติมในกลุ่มบ้านหลังที่สองด้วย ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นการประเมินในภาวะที่การระบาดของผู้ติดเชื้อ 'โอมิครอน' ตัวเลขไม่เพิ่มสูงขึ้นเทียบเท่ากับเดือนแรกของปี 2565 ที่พบผู้ติดเชื้อกระจายไปมากกว่า 70 จังหวัด จนนำมาสู่การออกมาตรการควบคุมของรัฐบาล (แต่ไม่มีการล็อกดาวน์) นั้น
ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ได้มีการเผยแพร่รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ภาพรวมของไตรมาส 4 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 52.0 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และมีค่าดัชนีสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เป็นไตรมาสแรกหลังจากที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาถึง 10 ไตรมาส ขณะที่ความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีค่าเท่ากับ 62.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.2 และมีการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปัจจัย เป็นผลมาจากการต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนอง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. กล่าวว่า ทั้งนี้ ค่าดัชนีในไตรมาสนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น มีปัจจัยสนับสนุนมาจาก
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราวสำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19
2.รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายในการเปิดประเทศตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 64 โดยคาดว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อการกลับมาของกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ นับเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในทิศทางที่เป็นบวกเพิ่มขึ้น
เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัท พบว่า
* ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies ในไตรมาส 4 ปี 64 มีค่าดัชนีเท่ากับ 56.3 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 และสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนี 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีความเชื่อมั่น ต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 62.5 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า และการเปิดตัวโครงการใหม่หรือเฟสใหม่มีค่าดัชนีเท่ากับ 60.3 ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน
* แต่ที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies แม้ว่า ในไตรมาส 4 ปี 64 มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 45.5 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 42.7 ทั้งนี้ มีแนวโน้มดัชนีในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies เห็นได้จากยอดขายที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 48.1 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า และเปิดตัวโครงการใหม่หรือเฟสใหม่มีค่าดัชนีเท่ากับ 47.1 ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน แต่ค่าดัชนีของผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies ในทุกด้านยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันที่อยู่ในระดับที่ต่ำ และต่ำกว่าผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 62.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.2 และมีการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปัจจัย ยกเว้นในปัจจัยของต้นทุน ผู้ประกอบการที่ต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0
ในภาพรวมของดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอีก 6 เดือนข้างหน้าในเชิงบวกเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลประกาศต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.65 และผู้ประกอบการคาดการณ์ว่า หากมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้มากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯใน อีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มมากขึ้น