ดัชนีอสังหาทะยานขึ้น ตลาดกลาง-ล่างรีเทิร์น
Loading

ดัชนีอสังหาทะยานขึ้น ตลาดกลาง-ล่างรีเทิร์น

วันที่ : 21 กุมภาพันธ์ 2565
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ขยับขึ้น 14.2% สะท้อนว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2565 เข้าสู่ช่วงฟื้นตัว
          ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ยกดัชนีอสังหา ขยับขึ้น 14.2% สะท้อนฟื้นตัวชัด ชูแบงก์มีสภาพคล่องปล่อยสินเชื่อ มาตรการรัฐหนุน ลดโอน-จดจำนอง ขณะที่ LTV ช่วยหนุน ชี้เป็นจังหวะซื้อ แต่ห่วงขึ้นดอกเบี้ย ด้านนักวิเคราะห์ฟันธงกำลังซื้อฟื้นชัดเจน ภาวะดอกเบี้ย "ขาขึ้น" ไม่กดดัน จับตาดีมานด์ระดับล่าง-คอนโดฟื้นครึ่งหลังของปี

          ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ขยับขึ้น 14.2% สะท้อนว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2565 เข้าสู่ช่วงฟื้นตัว โดยมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ทั้ง

          1.การลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ที่ขยายไปสู่บ้านมือสองด้วย

          2.การผ่อนคลายมาตรการผ่อนปรน LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและ ซื้อเพื่อการลงทุนมี เพิ่มมากขึ้น

          3.สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ 

          4.ผู้ประกอบการ ยังคง กระตุ้นกำลังซื้อด้วยการทำโปรโมชั่นลดราคาและเสนอเงื่อนไขพิเศษต่างๆ

          อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

          1.อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับ

          2.การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์โอไมครอน

          3.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึง 90% ของ GDP

          4.สภาวะการจ้างงานและการมีรายได้ที่อาจฟื้นตัวช้า

          5.หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบสถาบันการเงิน

          6.ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจจะมีการปรับขึ้นราคา 

          7.ภาวะเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวดี

          แนวราบยังไปต่อ

          ประเมินที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมจดทะเบียนทั้งปี 2565 ประมาณ 105,307 หน่วย เพิ่มขึ้น 35.3% จากปี 2564 โดยจะยังคงมีการเปิดโครงการแนวราบมากที่สุด ในขณะที่อาคารชุดจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจากสต๊อกที่ลดลง และราคาที่ดินแพงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างอาคารชุดเพื่อให้ สอดคล้องกำลังซื้อ ผู้ประกอบการบ้านใหม่ยังคงมีโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมเพื่อจูงใจให้คนซื้อ แต่ไม่ลดราคามากเท่ากับปี 2564 พร้อมกันนี้คาดว่าจะมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 332,192 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 25.1% จากปี 2564 และคาดว่าจะมีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 909,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% จากปี 2564 ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศคาดว่าจะมีมูลค่า 627,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากปี 2564

          ชี้เป้า SPALI, AP, LH

          นายกรัณย์ อินทร์ชัย ผู้อำนวยการ บริษัท หลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุ แม้ทั่วโลกจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอัตราดอกเบี้ย "ขาขึ้น" แต่คาดว่าในประเทศไทยจะปรับขึ้นเฉลี่ย 0.25-0.75% ซึ่งเมื่อคำนวณกลับไปเป็น "ต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้น ก็จะมี "ส่วนลด" จากมาตรการภาครัฐทั้งการลดค่าโอน-จดจำนอง, และมาตรการ LTV ซึ่งจะเข้ามา "ชดเชย"

          ทั้งนี้ ประเมินภาพรวมผู้ประกอบการกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทั้งปี 2565 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ทั้งรายได้รวม และกำไรสุทธิ หนุนจากความต้องการโครงการแนวราบในระดับ 3 ล้านบาทขึ้นไป ขณะเดียวกันกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ดึงดูดให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงาน-เริ่มกลับมามีรายได้ ดังนั้น คาดว่าช่วงปลายปี 2565-2566 กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายจะสามารถกลับมาพัฒนาโครงการ ในระดับราคา 1-3 ล้านบาทเพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มกลาง-ล่างได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับการที่นักลงทุน-นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศ จะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมให้ฟื้นตัวในระยะ 2 ปี ข้างหน้า

          จึงเลือก AP ราคาเหมาะสม 11.60 บาท, SPALI ราคาเหมาะสม 28 บาท, และ LH ราคาเหมาะสม 10.20 บาท เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากทั้ง 3 บริษัทมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการผสมผสาน ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียมในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อสถานการณ์