อสังหาฯ ยังไม่ผ่านจุดเสี่ยง ฮึดเปิดโครงการใหม่เพิ่มยอดขาย
วันที่ : 26 กุมภาพันธ์ 2565
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยว่า จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม REIC คาดว่าในปี 2565 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 และจะยังคงมีการเปิดโครงการแนวราบในสัดส่วนที่มากกว่าอาคารชุด
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังต้องเผชิญปัจจัยลบ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 90% ของ GDP สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ส่งผลราคาที่อยู่อาศัยขยับขึ้นราคา แต่ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ ผู้ประกอบการอัดแคมเปญกระตุ้นการขายและเปิดโครงการใหม่ จับกลุ่มลูกค้า Gen-Y, Gen-Z ที่ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น โดยประเมินว่าจะมีกว่า 329 โครงการจาก 17 บริษัท
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าในปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเผชิญทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยในส่วนของปัจจัยบวก คือ 1.มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจด จำนองเหลือร้อยละ 0.01 รวมถึงการขยายไปสู่บ้านมือสอง) 2.การผ่อนคลายมาตรการผ่อนปรน LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อ อยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีเพิ่มมากขึ้น สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และ 3.ผู้ประกอบการมีการทำโปรโมชั่นลดราคาขายและให้ของแถมต่างๆ
สำหรับปัจจัยลบ คือความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ประกอบด้วย 1.อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้น 2.การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ "โอมิครอน" ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายความรุนแรงขึ้นหรือไม่ 3.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึง 90% ของ GDP 4.การจ้างงานและการมีรายได้ของประชาชนที่อาจจะมีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ รวมถึงภาวการณ์เพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ 5.ต้นทุนค่า
ก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจจะมีการปรับราคาขึ้น และภาวะเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
"จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม REIC คาดว่าในปี 2565 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 และจะยังคงมีการเปิดโครงการแนวราบในสัดส่วนที่มากกว่าอาคารชุด บ้านแนวราบน่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อมากกว่า ในขณะที่อาคารชุดจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจาก Stock ที่ลดลง และราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างอาคารชุดเพื่อให้สอดคล้องกำลังซื้อ ผู้ประกอบการฯบ้านใหม่จะยังคงมีโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมเพื่อจูงใจให้คนซื้อ แต่ไม่ลดราคามากเท่ากับปี 2564 ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ จะมีการขยายตัวขึ้นในกลุ่มของการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ฐานลูกค้าชาวต่างชาติจะไม่ใช่ฐานลูกค้าหลักของห้องชุด แต่ลูกค้าหลักจะเป็นคนไทยที่เป็นกลุ่ม Gen-Y, Gen-Z ลงมา ที่ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น" ดร.วิชัย กล่าวทั้งนี้ ในปี 2565 ยังมีสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หากมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค 19 มากจนต้องมีการ Lock-down จะส่งผลให้ตลาดอสังหาริทรัพย์ไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร บ้านมือสองอาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้องระวัง
นอกจากนี้การขาดแคลนแรงงานอาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการระบาย backlog ของผู้ประกอบ และถ้าหากมีการเกิด NPL ขึ้นมา สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่ออีกในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงในสถานะการเงิน ดร.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายด้าน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) กล่าวถึงการเปิดตัวโครงการอาคารชุดและบ้านพักอาศัยในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ว่า จากการรวบรวมแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 17 บริษัทในปี 2565 พบว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 17 แห่งมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลไม่น้อยกว่า 329 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 438,120 ล้านบาท ไม่น้อยกว่า 60% เป็นโครงการบ้านพักอาศัย
"ผู้ประกอบการอสังหาฯ เริ่มมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯ จะฟื้นตัวในปี 2565 และได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2564 ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2565 ที่จะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 3.5-4% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ ทำให้ผู้ประกอบการ อสังหาฯ เริ่มทยอยลงทุนและนำโครงการที่ชะลอแผนเปิดตัวโครง การในปี 2564 มาเปิดตัวโครงการในปี 2565 เพื่อเพิ่มยอดขายและทด แทนสินค้าคงเหลือที่มีแนวโน้มลดลง" นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าในปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเผชิญทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยในส่วนของปัจจัยบวก คือ 1.มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจด จำนองเหลือร้อยละ 0.01 รวมถึงการขยายไปสู่บ้านมือสอง) 2.การผ่อนคลายมาตรการผ่อนปรน LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อ อยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีเพิ่มมากขึ้น สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และ 3.ผู้ประกอบการมีการทำโปรโมชั่นลดราคาขายและให้ของแถมต่างๆ
สำหรับปัจจัยลบ คือความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ประกอบด้วย 1.อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้น 2.การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ "โอมิครอน" ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายความรุนแรงขึ้นหรือไม่ 3.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึง 90% ของ GDP 4.การจ้างงานและการมีรายได้ของประชาชนที่อาจจะมีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ รวมถึงภาวการณ์เพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ 5.ต้นทุนค่า
ก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจจะมีการปรับราคาขึ้น และภาวะเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
"จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม REIC คาดว่าในปี 2565 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 และจะยังคงมีการเปิดโครงการแนวราบในสัดส่วนที่มากกว่าอาคารชุด บ้านแนวราบน่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อมากกว่า ในขณะที่อาคารชุดจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจาก Stock ที่ลดลง และราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างอาคารชุดเพื่อให้สอดคล้องกำลังซื้อ ผู้ประกอบการฯบ้านใหม่จะยังคงมีโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมเพื่อจูงใจให้คนซื้อ แต่ไม่ลดราคามากเท่ากับปี 2564 ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ จะมีการขยายตัวขึ้นในกลุ่มของการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ฐานลูกค้าชาวต่างชาติจะไม่ใช่ฐานลูกค้าหลักของห้องชุด แต่ลูกค้าหลักจะเป็นคนไทยที่เป็นกลุ่ม Gen-Y, Gen-Z ลงมา ที่ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น" ดร.วิชัย กล่าวทั้งนี้ ในปี 2565 ยังมีสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หากมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค 19 มากจนต้องมีการ Lock-down จะส่งผลให้ตลาดอสังหาริทรัพย์ไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร บ้านมือสองอาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้องระวัง
นอกจากนี้การขาดแคลนแรงงานอาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการระบาย backlog ของผู้ประกอบ และถ้าหากมีการเกิด NPL ขึ้นมา สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่ออีกในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงในสถานะการเงิน ดร.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายด้าน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) กล่าวถึงการเปิดตัวโครงการอาคารชุดและบ้านพักอาศัยในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ว่า จากการรวบรวมแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 17 บริษัทในปี 2565 พบว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 17 แห่งมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลไม่น้อยกว่า 329 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 438,120 ล้านบาท ไม่น้อยกว่า 60% เป็นโครงการบ้านพักอาศัย
"ผู้ประกอบการอสังหาฯ เริ่มมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯ จะฟื้นตัวในปี 2565 และได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2564 ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2565 ที่จะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 3.5-4% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ ทำให้ผู้ประกอบการ อสังหาฯ เริ่มทยอยลงทุนและนำโครงการที่ชะลอแผนเปิดตัวโครง การในปี 2564 มาเปิดตัวโครงการในปี 2565 เพื่อเพิ่มยอดขายและทด แทนสินค้าคงเหลือที่มีแนวโน้มลดลง" นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว