สภาพัฒน์ชี้5ปัจจัยกดจีดีพีหลุดเป้า
วันที่ : 24 มีนาคม 2565
เศรษฐกิจไทยปี 2564 ฟื้นตัวระดับน่าพอใจ ปัจจัยจากมาตรการรัฐ กระตุ้นใช้จ่าย และภาคส่งออกขยายตัว จึงขยายตัว 1.6% สูงกว่าคาดไว้ที่ 1%
รัสเซีย-ยูเครนยุติแต่แซงก์ชั่นยืดเยื้อ
กรุงศรีหั่นทุกเป้าคาดศก.โตแค่2.8%
สศช.ฟันธงเศรษฐกิจพลาดเป้า 3.5-4.5% ชี้ปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก กรุงศรีหั่นจีดีพีเหลือ 2.8% ตามแรงกดดัน เงินเฟ้อพุ่ง ส่งออกลด และนักท่องเที่ยวหด
นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565" ในสัมมนา "สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล" จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ฟื้นตัวระดับน่าพอใจ ปัจจัยจากมาตรการรัฐ กระตุ้นใช้จ่าย และภาคส่งออกขยายตัว จึงขยายตัว 1.6% สูงกว่าคาดไว้ที่ 1% ซึ่งศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกัน (k shape) ส่วนปี 2565 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คือ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้า ดอกเบี้ย รัสเซีย-ยูเครนขัดแย้งลุกลามกว่าคาดไว้ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ โดยคาดหวังกลางปีนี้สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนน่าจะยุติ แต่การแซงก์ชั่นอาจยืดเยื้อทั้งปี ซึ่งผล กระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย คือ ส่งออกไทย-รัสเซีย และไทย-ยูเครน แต่ไม่มากเท่าผลกระทบจากท่องเที่ยวลดลง ซึ่งไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวยุโรป ส่วนจีนยังไม่เข้ามา อีกเรื่องคือราคาพลังงานและน้ำมัน ถ้าเฉลี่ยทั้งปี 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กระทบต่อจีดีพีลดลง 0.5% ส่งต่อถึงเศรษฐกิจทั่วโลก
นายวิชญายุทธกล่าวว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัว 3.5-4.5% เงินเฟ้อ 1.5-2.5% ปัจจัยบวก คือ 1.การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศจากรัฐผ่อนคลายมาตรการคุมกิจกรรมเศรษฐกิจ 2.การฟื้นตัวภาคท่องเที่ยว จากเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกเลิกมาตรการคุมการเดินทางระหว่างประเทศ ช่วง 3 เดือนแรกปีนี้มี นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในเกณฑ์ดี คาดหวังเดือนพฤศจิกายนนี้อาจมีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามา 3.เศรษฐกิจและการค้าโลกอยู่ในเกณฑ์ดีหนุนส่งออกไทย และ 4.เม็ดเงินงบลงทุนภาครัฐและ พ.ร.ก.เงินกู้ ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ 1.กลายพันธุ์โอมิครอน 2.ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ได้แก่ ความเสี่ยงราคาสินค้า เงินเฟ้อและดอกเบี้ยขึ้นแรงกว่าคาดนำไปสู่การชะลอตัวรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งรัสเซีย-ยูเครน จีนไต้หวัน อิสราเอล-อิหร่าน 3.ปัญหาอุปสรรคในห่วงโซ่อุปทานโลกที่อาจมีความยืดเยื้อและทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ 4.ข้อจำกัดด้านฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยเฉพาะหนี้สินระดับสูง เป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจระยะต่อไป และ 5.ราคาสินค้า เงินเฟ้อในประเทศขึ้นเร็วกว่าคาด
ด้านศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่า หากรัสเซียยูเครนสู้รบยืดเยื้อถึงไตรมาส 2 ปีนี้ ทำให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรุนแรง ห้ามนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานจากรัสเซียถึงกลางปี 2566 จะกระทบการผลิตและการค้าโลกลดลง จึงปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.8% จากคาดไว้ 3.7% จากการส่งออกเหลือ 2.6% จาก 5% เงินเฟ้อ 4.8% บริโภคภาคเอกชนเหลือ 3% จาก 3.8% และนักท่องเที่ยวต่างชาติแค่ 5.5 ล้านคน จากเดิม 7.5 ล้านคน
กรุงศรีหั่นทุกเป้าคาดศก.โตแค่2.8%
สศช.ฟันธงเศรษฐกิจพลาดเป้า 3.5-4.5% ชี้ปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก กรุงศรีหั่นจีดีพีเหลือ 2.8% ตามแรงกดดัน เงินเฟ้อพุ่ง ส่งออกลด และนักท่องเที่ยวหด
นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565" ในสัมมนา "สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล" จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ฟื้นตัวระดับน่าพอใจ ปัจจัยจากมาตรการรัฐ กระตุ้นใช้จ่าย และภาคส่งออกขยายตัว จึงขยายตัว 1.6% สูงกว่าคาดไว้ที่ 1% ซึ่งศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกัน (k shape) ส่วนปี 2565 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คือ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้า ดอกเบี้ย รัสเซีย-ยูเครนขัดแย้งลุกลามกว่าคาดไว้ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ โดยคาดหวังกลางปีนี้สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนน่าจะยุติ แต่การแซงก์ชั่นอาจยืดเยื้อทั้งปี ซึ่งผล กระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย คือ ส่งออกไทย-รัสเซีย และไทย-ยูเครน แต่ไม่มากเท่าผลกระทบจากท่องเที่ยวลดลง ซึ่งไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวยุโรป ส่วนจีนยังไม่เข้ามา อีกเรื่องคือราคาพลังงานและน้ำมัน ถ้าเฉลี่ยทั้งปี 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กระทบต่อจีดีพีลดลง 0.5% ส่งต่อถึงเศรษฐกิจทั่วโลก
นายวิชญายุทธกล่าวว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัว 3.5-4.5% เงินเฟ้อ 1.5-2.5% ปัจจัยบวก คือ 1.การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศจากรัฐผ่อนคลายมาตรการคุมกิจกรรมเศรษฐกิจ 2.การฟื้นตัวภาคท่องเที่ยว จากเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกเลิกมาตรการคุมการเดินทางระหว่างประเทศ ช่วง 3 เดือนแรกปีนี้มี นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในเกณฑ์ดี คาดหวังเดือนพฤศจิกายนนี้อาจมีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามา 3.เศรษฐกิจและการค้าโลกอยู่ในเกณฑ์ดีหนุนส่งออกไทย และ 4.เม็ดเงินงบลงทุนภาครัฐและ พ.ร.ก.เงินกู้ ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ 1.กลายพันธุ์โอมิครอน 2.ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ได้แก่ ความเสี่ยงราคาสินค้า เงินเฟ้อและดอกเบี้ยขึ้นแรงกว่าคาดนำไปสู่การชะลอตัวรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งรัสเซีย-ยูเครน จีนไต้หวัน อิสราเอล-อิหร่าน 3.ปัญหาอุปสรรคในห่วงโซ่อุปทานโลกที่อาจมีความยืดเยื้อและทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ 4.ข้อจำกัดด้านฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยเฉพาะหนี้สินระดับสูง เป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจระยะต่อไป และ 5.ราคาสินค้า เงินเฟ้อในประเทศขึ้นเร็วกว่าคาด
ด้านศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่า หากรัสเซียยูเครนสู้รบยืดเยื้อถึงไตรมาส 2 ปีนี้ ทำให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรุนแรง ห้ามนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานจากรัสเซียถึงกลางปี 2566 จะกระทบการผลิตและการค้าโลกลดลง จึงปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.8% จากคาดไว้ 3.7% จากการส่งออกเหลือ 2.6% จาก 5% เงินเฟ้อ 4.8% บริโภคภาคเอกชนเหลือ 3% จาก 3.8% และนักท่องเที่ยวต่างชาติแค่ 5.5 ล้านคน จากเดิม 7.5 ล้านคน