สถาบันเหล็กฯหนุนรัฐปรับค่าK ดูแลทั้งห่วงโซ่การผลิต
Loading

สถาบันเหล็กฯหนุนรัฐปรับค่าK ดูแลทั้งห่วงโซ่การผลิต

วันที่ : 26 เมษายน 2565
แนะรัฐกระตุ้นการใช้เหล็กในประเทศหนุนปรับค่า K ให้เหมาะสมลดผลกระทบรับเหมาก่อสร้าง อุ้มธุรกิจเหล็กให้ขายสินค้าสอดคล้องต้นทุนและกลไกตลาดหลังศก.โลกฉุดกำลังการผลิตเหล็กดิ่งหนัก
          
          นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศ ไทยเปิดเผยว่า  ภาวะอุตสาหกรรมเหล็กในไทยพบว่าการใช้เหล็กในช่วง 2 เดือนแรก(ม.ค.-ก.พ.65) เฉลี่ย 2.54 ล้านตัน ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยมีปริมาณนำเข้า 1.58 ล้านตัน ลดลง 12.3% ส่วนผู้ผลิตในประเทศมีการผลิต 1.17 ล้านตัน ลดลง 14.6% ซึ่งจะเห็นได้ว่าการผลิตในประเทศได้รับผลกระทบมากกว่าการนำเข้าส่งผลให้การผลิตเหล็กลดลงโดยมีอัตรากำลังการผลิตเหลือเพียง 29.9% จากระดับ 37% ในปี 2564 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้น การสนับสนุนการใช้สินค้าเหล็กในประเทศ โดยเฉพาะในงานโครงการภาครัฐจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

          "กรณีงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าเหล็ก ทางสถาบันฯ เชื่อว่าแนวทางที่สามารถช่วยเหลือทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) คือ การปรับค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ให้เหมาะสมตามสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของผู้รับเหมา และช่วยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศสามารถจำหน่ายสินค้าสอดคล้องต้นทุนและกลไกตลาดได้ ซึ่งมีกรมการค้าภายในเป็นหน่วยงานที่คอยตรวจสอบ และควบคุมอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว" นายวิโรจน์กล่าว

          สำหรับผลกระทบกับภาคการก่อสร้างทั่วไป สถาบันเหล็กฯ ได้รับข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ได้จัดทำดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2565 พบว่าค่าดัชนีมีค่าเท่ากับ 127.3 ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 นับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2564 ดังนั้น หากพิจารณาถึงราคาสินค้าเหล็กที่มีการปรับตัวสูงสุดในปี 2564 ในขณะที่ดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ปรับลดลง แสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าเหล็กที่ปรับตามกลไกตลาดไม่น่าจะกระทบต่อผู้บริโภคโดยทั่วไป

          "อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตมากกว่า 50% อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากกำลังการผลิตที่เหลืออยู่เป็นจำนวนมากทำให้เหล็กในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการใช้อย่างแน่นอน ส่วนราคาเหล็กในภูมิภาคเอเชียปรับตัวสูง เม.ย. 65  เหล็กแท่งแบน (Slab) และเหล็กแท่งเล็ก (Billet) ปรับตัวสูง ขึ้น 27.4% และ 25.2% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยเป็นการปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์เหล็กโลก ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง และการขาดหายไปของสินค้าเหล็กในตลาดโลกบางส่วน" นายวิโรจน์กล่าว