REIC เผยQ2อสังหาฯ ส่งสัญญาณหดตัว ซัปพลายใหม่ไหลเข้าตลาดสวนทางดีมานด์
วันที่ : 16 กันยายน 2565
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยผลสำรวจที่อยู่อาศัยภาคสนามกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 พบซัปบพลายใหม่เข้าตลาดสูงขึ้น สวนทางดีมานด์ที่เริ่มชะลอตัวในบางกลุ่ม ราคา-บางทำเล ส่งผลให้ซัปพลายตลาดรวมมีหน่วยเหลือขายคงค้าง 1.76 แสนหน่วย คิดเป็นมูลค่า 8.6 แสนล้านบาท
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผยผลสำรวจที่อยู่อาศัยภาคสนามกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 พบซัปบพลายใหม่เข้าตลาดสูงขึ้น สวนทางดีมานด์ที่เริ่มชะลอตัวในบางกลุ่ม ราคา-บางทำเล ส่งผลให้ซัปพลายตลาดรวมมีหน่วยเหลือขายคงค้าง 1.76 แสนหน่วยคิดเป็นมูลค่า 8.6 แสนล้านบาท ระบุซัปพลายกลุ่มบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่เน้นกลุ่มบ้านราคาแพง ขณะคอนโดยังเกาะกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ระบุอัตราดูดซับภาพรวมลดลง แนะบ้านบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ 20 ล้านบาทขึ้นไปต้องเพิ่มความระมัดระวัง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยพบซัปพลายที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดรวม ณ ไตรมาส 2/65 จำนวน 199,949 หน่วย มูลค่า 976,823 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 0.02% ในขณะที่มูลค่าเพิ่ม 3.32% ในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 28,334 หน่วย มูลค่ารวม 136,577 ด้านบาท มีจำนวนหน่วยขายใหม่ในไตรมาส 2 จำนวน 23,476 หน่วย มูลค่ารวม 116,488 ล้านบาท และมีหน่วยเหลือขาย 176,473 หน่วย มูลค่ารวม 860,335 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในจำนวนหน่วยเสนอขาย 199,949 หน่วย มูลค่า 976,823 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 119,483 หน่วย มูลค่ารวม 624,876 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 80,466 หน่วย มูลค่ารวม 351,947 ล้านบาท โดยทำเลที่มีบ้านจัดสรรเสนอขายสูงสุด อันดับ 1 โซนลำลูกกา-คลองหลวงธัญบุรี-หนองเสือ มีหน่วยเสนอขาย 21, 7 22 หน่วย มูลค่ารวม 77,011 ล้านบาท อันดับ 2 โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง 17441 หน่วย มูลค่า 104,033 ล้านบาท อันดับ 3 บางใหญ่บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย 16,771 หน่วย มูลค่า 75,685 ล้านบาท อันดับ 4 เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 10,276 หน่วย มูลค่า 38,925 ล้านบาท อันดับ 5 เมืองปทุม-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก 9,747 หน่วย มูลค่า 37,214 ล้านบาท
ส่วนทำเลที่มีโครงการอาคารชุดเสนอขายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. โซนห้วยขวาง-จตุจักรดินแดง 2. คือ ธนบุรี-คลองสานบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด 3.พระโขนง-บางนาสวนหลวง-ประเวศ 4. เมือง นนทบุรี-ปากเกร็ด และ 5. สุขุมวิท สำหรับโครงการเปิดขายใหม่ พบว่าไตรมาส 2/65 มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 28,334 หน่วยมูลค่า 136,577 ล้านบาท สูงกว่าครึ่งปีหลัง (6 เดือนสุดท้าย) ของปี 64 ที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ 32,818 หน่วย มูลค่า 132,530 ล้านบาท โดยในกลุ่มของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝดเปิดขายใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่อาคารชุดเริ่มมีการเปีดตัวลดลง โดยพบว่าโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 16,154 หน่วย มูลค่า 44,586 ล้านบาท และเป็นโครงการบ้านจัดสรร 12,180 หน่วย มูลค่า 91,990 ล้านบาท
"น่าสังเกตว่าโครงการเปิดใหม่ในไตรมาส 2/65 นี้ พบว่า คอนโดเปิดขายใหม่เกาะดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท 5,045 หน่วย และระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท จำนวน 4,553 หน่วย ส่วน บ้านจัดสรรเกาะกลุ่มในระดับราคา 3.01-5.0 ล้านบาท จำนวน 4,196 หน่วย และระดับราคา 2.01-3 ล้านบาท จำนวน 2,854 หน่วย โดยเฉพาะ 5 ทำเลที่มีโครงการใหม่เปิดขายสูงสุด พบว่า โครงการบ้านจัดสรรมีการเปีดขายในกลุ่มราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ในพื้นที่โซนบางพลี-บางบ่อบางเสาธง ขณะที่โครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เกาะกลุ่มในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท"
ดร.วิชัย กล่าวว่า สำหรับความต้องการที่อยู่อาศัยพบว่ายอดขายได้ใหม่มีจำนวน 23,476 หน่วยมูลค่า 116,488 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนและมูลค่าขายได้ใหม่ลดลงจากไตรมาส 1/65 ที่มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 30,070 หน่วย มูลค่า 135,801 ล้านบาท โดยพบว่ามีโครงการอาคารชุดขายได้ใหม่ 13,491 หน่วย มูลค่า 51,152 ล้านบาท และเป็นโครงการบ้านจัดสรร 9,985 หน่วย มูลค่า 65,336 ล้านบาท โดยทำเลที่มียอดขายสูงสุด 5 อันดับแรกของ คอนโดฯ คือ 1. โซนธนบุรีคลองสาน-บางกอกน้อยบางกอกใหญ่-บางพลัด 3,308 หน่วย มูลค่า 12,076 ล้านบาท 2.โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง 1,553 หน่วย มูลค่า 5,738 ล้านบาท 3. พระโขนง-บางนาสวนหลวง-ประเวศ 1,514 หน่วย มูลค่า 4,515 ล้านบาท 4. โซนลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรีหนองเสือ 1,140 หน่วย มูลค่า 2,092 ล้านบาท และ 5. โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด 843 หน่วย มูลค่า 1,639 ล้านบาท
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร ทำเลที่มียอดขายสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับ 1.โซนบางพลี-บางบ่อบางเสาธง 2.โซนลำลูกกาคลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ 3. โซนบางใหญ่-บางบัวทองบางกรวย-ไทรน้อย 4.โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง- พระสมุทรเจดีย์ 5. หลักสี่ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราดูดซับต่อเดือนในไตรมาส 2 ปี 2565 ในภาพรวมอัตราดูดซับที่อยู่อาศัยทุกประเภท 3.9% ต่อเดือน ลดลงจากไตรมาสแรกซึ่งมีอัตราดูดซับร้อยละ 5.0 ต่อเดือน โดยโครงการอาคารชุดอัตราดูดซับลดจาก 7.8% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 5.6% ในไตรมาส 2/65 ส่วนบ้านจัดสรรอัตราดูดซับลดลงจาก 3.0% ในไตรมาสก่อนหน้าลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2/65
"เมื่อแยกตามระดับราคาที่อยู่อาศัยพบว่ามีกลุ่มราคาที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่บางกลุ่มที่น่จับตาและให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คือกลุ่มดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท มีอัตราดูดซับลดลงอย่างมากโดยลดลงจาก 13.6% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 8.3% ในไตรมาส 2/65 และกลุ่มราคามากกว่า 20 ล้านบาท อัตราดูดซับลดลง 6.5% ในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 4.6% ในไตรมาส 2/65 แสดงให้เห็นว่าการขายเริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ" ดร.วิชัยกล่าว
สำหรับโครงการอาคารชุดทำเลที่มีอัตราดูดซับสูงสุด คือทำเลโซนธนบุรี-คลองสานบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่บางพลัดมีอัตราดูดซับสูงสุดถึง 10.9% ต่อเดือน และมีจำนวนหน่วยที่ขายได้ใหม่สูงสุด 3,308 หน่วย กลุ่มราคาที่มีการขายได้สูงสุดคือระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท ขณะที่ โครงการบ้านจัดสรรโซนที่มีหน่วยขายได้ใหม่สูงสุดคือ บางพลี-บางบ่อบางเสาธง อัตราดูดซับ 3.3% ต่อเดือน และมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่สูงสุด 1,728 หน่วย กลุ่มราคาที่มีการขายได้สูงสุดคือระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท และด้วยอัตราดูดซับซึ่งมีทิศทางลดลงในหลายทำเล และหลายกลุ่มระดับราคา เป็นเหตุผลสำคัญทำให้หน่วยเหลือขายคงค้าง ณ ไตรมาส 2/65 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายจำนวนทั้งสิ้น 176,473 หน่วย มูลค่า 860,335 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุด 66,975 หน่วย มูลค่า 300,795 ล้านบาท โครงการบ้านจัดสรร จำนวน 109,498 หน่วย มูลค่า 559,540 ล้านบาท
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคาดว่าในปี 65 จะมีการเปีดขายโครงการใหม่ 83,608 หน่วย เพิ่มขึ้น 62.2% มูลค่า 386,757 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76.6% จากปี 64 ที่มีจำนวน51,531 หน่วย มูลค่า 218,948 ล้านบาท และคาดว่าจะมีหน่วยเหลือขายรวม 203,201 หน่วย มูลค่า 959,382 ล้านบาทเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า 23.2% และ 20.1% ตามลำดับด้านดีมานด์คาดว่าในปี 65 จะมีหน่วยขายได้ใหม่ประมาณ 77,223 หน่วย จะเพิ่มขึ้น 24.7% จากปีจำนวน 61,914 หน่วย ส่วนมูลค่าจะมีจำนวน 346,388 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 16.1% จากปี 64 ที่มีจำนวน 298,381 ล้านบาท
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยพบซัปพลายที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดรวม ณ ไตรมาส 2/65 จำนวน 199,949 หน่วย มูลค่า 976,823 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 0.02% ในขณะที่มูลค่าเพิ่ม 3.32% ในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 28,334 หน่วย มูลค่ารวม 136,577 ด้านบาท มีจำนวนหน่วยขายใหม่ในไตรมาส 2 จำนวน 23,476 หน่วย มูลค่ารวม 116,488 ล้านบาท และมีหน่วยเหลือขาย 176,473 หน่วย มูลค่ารวม 860,335 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในจำนวนหน่วยเสนอขาย 199,949 หน่วย มูลค่า 976,823 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 119,483 หน่วย มูลค่ารวม 624,876 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 80,466 หน่วย มูลค่ารวม 351,947 ล้านบาท โดยทำเลที่มีบ้านจัดสรรเสนอขายสูงสุด อันดับ 1 โซนลำลูกกา-คลองหลวงธัญบุรี-หนองเสือ มีหน่วยเสนอขาย 21, 7 22 หน่วย มูลค่ารวม 77,011 ล้านบาท อันดับ 2 โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง 17441 หน่วย มูลค่า 104,033 ล้านบาท อันดับ 3 บางใหญ่บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย 16,771 หน่วย มูลค่า 75,685 ล้านบาท อันดับ 4 เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 10,276 หน่วย มูลค่า 38,925 ล้านบาท อันดับ 5 เมืองปทุม-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก 9,747 หน่วย มูลค่า 37,214 ล้านบาท
ส่วนทำเลที่มีโครงการอาคารชุดเสนอขายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. โซนห้วยขวาง-จตุจักรดินแดง 2. คือ ธนบุรี-คลองสานบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด 3.พระโขนง-บางนาสวนหลวง-ประเวศ 4. เมือง นนทบุรี-ปากเกร็ด และ 5. สุขุมวิท สำหรับโครงการเปิดขายใหม่ พบว่าไตรมาส 2/65 มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 28,334 หน่วยมูลค่า 136,577 ล้านบาท สูงกว่าครึ่งปีหลัง (6 เดือนสุดท้าย) ของปี 64 ที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ 32,818 หน่วย มูลค่า 132,530 ล้านบาท โดยในกลุ่มของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝดเปิดขายใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่อาคารชุดเริ่มมีการเปีดตัวลดลง โดยพบว่าโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 16,154 หน่วย มูลค่า 44,586 ล้านบาท และเป็นโครงการบ้านจัดสรร 12,180 หน่วย มูลค่า 91,990 ล้านบาท
"น่าสังเกตว่าโครงการเปิดใหม่ในไตรมาส 2/65 นี้ พบว่า คอนโดเปิดขายใหม่เกาะดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท 5,045 หน่วย และระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท จำนวน 4,553 หน่วย ส่วน บ้านจัดสรรเกาะกลุ่มในระดับราคา 3.01-5.0 ล้านบาท จำนวน 4,196 หน่วย และระดับราคา 2.01-3 ล้านบาท จำนวน 2,854 หน่วย โดยเฉพาะ 5 ทำเลที่มีโครงการใหม่เปิดขายสูงสุด พบว่า โครงการบ้านจัดสรรมีการเปีดขายในกลุ่มราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ในพื้นที่โซนบางพลี-บางบ่อบางเสาธง ขณะที่โครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เกาะกลุ่มในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท"
ดร.วิชัย กล่าวว่า สำหรับความต้องการที่อยู่อาศัยพบว่ายอดขายได้ใหม่มีจำนวน 23,476 หน่วยมูลค่า 116,488 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนและมูลค่าขายได้ใหม่ลดลงจากไตรมาส 1/65 ที่มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 30,070 หน่วย มูลค่า 135,801 ล้านบาท โดยพบว่ามีโครงการอาคารชุดขายได้ใหม่ 13,491 หน่วย มูลค่า 51,152 ล้านบาท และเป็นโครงการบ้านจัดสรร 9,985 หน่วย มูลค่า 65,336 ล้านบาท โดยทำเลที่มียอดขายสูงสุด 5 อันดับแรกของ คอนโดฯ คือ 1. โซนธนบุรีคลองสาน-บางกอกน้อยบางกอกใหญ่-บางพลัด 3,308 หน่วย มูลค่า 12,076 ล้านบาท 2.โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง 1,553 หน่วย มูลค่า 5,738 ล้านบาท 3. พระโขนง-บางนาสวนหลวง-ประเวศ 1,514 หน่วย มูลค่า 4,515 ล้านบาท 4. โซนลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรีหนองเสือ 1,140 หน่วย มูลค่า 2,092 ล้านบาท และ 5. โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด 843 หน่วย มูลค่า 1,639 ล้านบาท
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร ทำเลที่มียอดขายสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับ 1.โซนบางพลี-บางบ่อบางเสาธง 2.โซนลำลูกกาคลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ 3. โซนบางใหญ่-บางบัวทองบางกรวย-ไทรน้อย 4.โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง- พระสมุทรเจดีย์ 5. หลักสี่ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราดูดซับต่อเดือนในไตรมาส 2 ปี 2565 ในภาพรวมอัตราดูดซับที่อยู่อาศัยทุกประเภท 3.9% ต่อเดือน ลดลงจากไตรมาสแรกซึ่งมีอัตราดูดซับร้อยละ 5.0 ต่อเดือน โดยโครงการอาคารชุดอัตราดูดซับลดจาก 7.8% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 5.6% ในไตรมาส 2/65 ส่วนบ้านจัดสรรอัตราดูดซับลดลงจาก 3.0% ในไตรมาสก่อนหน้าลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2/65
"เมื่อแยกตามระดับราคาที่อยู่อาศัยพบว่ามีกลุ่มราคาที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่บางกลุ่มที่น่จับตาและให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คือกลุ่มดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท มีอัตราดูดซับลดลงอย่างมากโดยลดลงจาก 13.6% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 8.3% ในไตรมาส 2/65 และกลุ่มราคามากกว่า 20 ล้านบาท อัตราดูดซับลดลง 6.5% ในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 4.6% ในไตรมาส 2/65 แสดงให้เห็นว่าการขายเริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ" ดร.วิชัยกล่าว
สำหรับโครงการอาคารชุดทำเลที่มีอัตราดูดซับสูงสุด คือทำเลโซนธนบุรี-คลองสานบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่บางพลัดมีอัตราดูดซับสูงสุดถึง 10.9% ต่อเดือน และมีจำนวนหน่วยที่ขายได้ใหม่สูงสุด 3,308 หน่วย กลุ่มราคาที่มีการขายได้สูงสุดคือระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท ขณะที่ โครงการบ้านจัดสรรโซนที่มีหน่วยขายได้ใหม่สูงสุดคือ บางพลี-บางบ่อบางเสาธง อัตราดูดซับ 3.3% ต่อเดือน และมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่สูงสุด 1,728 หน่วย กลุ่มราคาที่มีการขายได้สูงสุดคือระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท และด้วยอัตราดูดซับซึ่งมีทิศทางลดลงในหลายทำเล และหลายกลุ่มระดับราคา เป็นเหตุผลสำคัญทำให้หน่วยเหลือขายคงค้าง ณ ไตรมาส 2/65 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายจำนวนทั้งสิ้น 176,473 หน่วย มูลค่า 860,335 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุด 66,975 หน่วย มูลค่า 300,795 ล้านบาท โครงการบ้านจัดสรร จำนวน 109,498 หน่วย มูลค่า 559,540 ล้านบาท
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคาดว่าในปี 65 จะมีการเปีดขายโครงการใหม่ 83,608 หน่วย เพิ่มขึ้น 62.2% มูลค่า 386,757 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76.6% จากปี 64 ที่มีจำนวน51,531 หน่วย มูลค่า 218,948 ล้านบาท และคาดว่าจะมีหน่วยเหลือขายรวม 203,201 หน่วย มูลค่า 959,382 ล้านบาทเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า 23.2% และ 20.1% ตามลำดับด้านดีมานด์คาดว่าในปี 65 จะมีหน่วยขายได้ใหม่ประมาณ 77,223 หน่วย จะเพิ่มขึ้น 24.7% จากปีจำนวน 61,914 หน่วย ส่วนมูลค่าจะมีจำนวน 346,388 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 16.1% จากปี 64 ที่มีจำนวน 298,381 ล้านบาท
