ส.คอนโด จี้รัฐกระตุ้นกำลังซื้อห้องชุดแลกMidTermวีซ่า2-5ปี
วันที่ : 4 มกราคม 2566
3 นายกอสังหาฯ ชำแหละปัจจัยบวก-ลบ ปี'66 ส.บ้านจัดสรร จี้ขยายเพดานลดค่าโอนบ้าน 5 ล้าน-ปลดล็อก LTV ซื้อบ้านหลังที่ 2 ส.คอนโด มองจีนเปิดประเทศ ดันตลาดฟื้นเท่าก่อนโควิด ส.อสังหาฯไทย เชียร์แก้เกณฑ์บ้าน BOI
เทรนด์ปี 2566 สถานการณ์โควิดคลี่คลาย ทั่วโลกมีการเปิดประเทศ รวมถึงไทย ล่าสุด จีนเปิดประเทศเร็วขึ้น ส่งสัญญาณบวกให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
คอนโดฯเด้งรับจีนเปิดประเทศ
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพ เพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จีนเปิดประเทศเร็วขึ้นจากเดิม จะเปลี่ยนโมเมนตัมตลาดคอนโดฯให้ฟี้นตัวเร็วขึ้น 2 ไตรมาสสำหรับยอดขายลูกค้าต่างชาติ
ทั้งนี้ ยอดขายคอนโดฯในเขตกรุงเทพฯ- ปริมณฑลปี 2565 คาดว่าจบที่ 1.4 แสน ล้านบาท เมื่อได้ปัจจัยบวกจากจีนเปิด ประเทศ และลูกค้าต่างชาติอื่น ๆ คาดว่า จะทำให้ยอดขายคอนโดฯเพิ่มเป็น 2-2.1 แสนล้านบาท
ข้อเสนอแนะรัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อต่างชาติซึ่งมีโควตาซื้อ 49% อยู่แล้ว โดยเสนอแจก "มิดเทอมวีซ่า" อายุ 2-5 ปีให้กับลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯในเมืองไทย
"ลูกค้าต่างชาติเคยซื้อพีกถึง 8-9 หมื่นล้านบาท ยุคโควิดยอดขายตกต่ำเหลือ 5,000 ล้านบาท กรณีจีนเปิดประเทศจะเป็นตัวช่วย คาดว่าปี'66 ยอดขายลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มเป็น 3-4 หมื่นล้านบาทได้"
บริษัทใดที่มีแลนด์แบงก์ในมือจะเป็นจังหวะเปิดขายคอนโดฯได้แล้ว แต่ให้ระมัดระวังอย่าลงทุนเกินตัว โดยเป้าเจาะลูกค้าจีนไม่ควรเกิน 15%
ปี'66 ฟี้นตัวเท่ายุคก่อนโควิด
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ตนมีมุมมองเป็นบวกว่าน่าจะกลับไปสู่จุดเดิมที่เคยเติบโตในปี 2562 หรือกลับสู่ยุคก่อนโควิด ซึ่งเร็วขึ้น 1 ปีเมื่อเทียบกับแนวทางการประเมินของสำนักวิจัยอสังหาฯ ทั่วไปที่ประเมินว่าตลาดกลับมาฟี้นตัวในปี 2567
"หากใช้ฐานในปี 2562 ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2565 ยังดรอปลง 20% แต่ก็มีปัจจัยหนุนจากการเปิดประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ทันที รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยฟี้นตัว และมีสัดส่วนถึง 20% ของ จีดีพี ว่าปีนี้จีดีพีจะขยายตัวได้ถึง 5%"
ปัจจัยบวก-ปัจจัยลบก้ำกึ่ง
ส่วนปัจจัยลบยังคงเป็นเรื่องราคาที่ดิน ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ดินบนทำเล สำหรับพัฒนาบ้านแนวราบ จะพบว่าในช่วงโควิด (2563-2565) มีการปรับราคาขึ้นไป ค่อนข้างมาก ส่วนที่ดินสำหรับพัฒนา คอนโดฯยังอยู่ในระดับทรงตัว แต่การขึ้นราคาก็ไม่แรงมากนัก รวมถึงค่าก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น ผนวกกับค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่ เงินเฟ้อสูง และดอกเบี้ยขาขึ้น
ในฝั่งผู้ประกอบการ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นไปเป็น 2% แต่ก็เชื่อมั่นว่ายังบริหารจัดการได้ เช่น บมจ. บริทาเนีย ในกลุ่มออริจิ้นฯ มีการบริหารจัดการต้นทุนผ่านการออกแบบบ้านโดย Lean วัสดุและพื้นที่ที่ไม่จำเป็น ทำให้ขายในราคาเท่าเดิมได้
ในด้านดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งมีผลกระทบในมุมของลูกค้า อาจมีปัญหายื่นขอสินเชื่อ ซื้อบ้านจากธนาคาร ทำให้ต้องเลือกบ้าน ในราคาที่ถูกลง แต่การมีงานทำที่มั่นคง และเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับ 4-5% เชื่อว่าผู้ซื้อจะเอาชนะดอกเบี้ยได้
ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านเป็นคอมฟอร์ตโซนของธนาคาร ทำให้มีการแข่งขันลดดอกเบี้ยต่ำในช่วง 3 ปีแรก หรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยโปรโมชั่น เช่น แพ็กเกจสินเชื่อ ดอกเบี้ยคงที่ 3% 3 ปีแรก ขณะที่สินเชื่อซื้อบ้านเป็นการผ่อนระยะยาว 20-30 ปี การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่กระทบกับการตัดสินใจ
บ้านจัดสรรห่วงยอดปฏิเสธสินเชื่อ
นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า แนวโน้มตลาด อสังหาฯในปี 2566 น่าจะไม่ถึงกับติดลบ และหากเติบโตได้ก็คงไม่เกิน 5% เนื่องจากปัจจัยลบเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกยังคงเดิม เริ่มตั้งแต่ราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าจ้างแรงงาน และราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น มีผลต่อต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่
ทำให้ราคาบ้านปรับสูงขึ้นเกือบ 10% ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะบริหารจัดการต้นทุนได้ดีแค่ไหน
แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมองว่าไม่มีผลกระทบมากนัก ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะขอกู้มากกู้น้อย และกู้โดยใช้เครื่องมือทางการเงินแบบไหน โดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯมีทางเลือกในการกู้เงินที่หลากหลาย การขึ้นดอกเบี้ยก็แทบจะไม่กระทบกับต้นทุน
"ดอกเบี้ยขาขึ้น คนซื้อบ้านกระทบมากที่สุด เพราะทุก 1% ของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อลดลง 6% รวมทั้งมีผลกระทบเรื่องความสามารถในการขอสินเชื่อของผู้ซื้อบ้านด้วย พิจารณาจากยอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารยังมีอัตราสูงอยู่ ซึ่งน่าห่วงมากกว่า
จี้ทบทวน LTV-ซื้อบ้านหลังที่ 2
ส่วนมาตรการรัฐ โดยเฉพาะ LTVloan to value ซึ่งแบงก์ชาติไม่ต่ออายุการผ่อนปรนหลังจากเปิดให้ใช้ LTV 100-110% จนถึง 31 ธันวาคม 2565 สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรชี้แจงกับรัฐบาลไปแล้วว่า เศรษฐกิจยังไม่ได้ฟี้นตัวมากนัก ขอให้ต่ออายุผ่อนปรนออกไปอีก 1 ปี
"ประเด็น LTV ผ่อนปรนคือขอสินเชื่อ ได้ 100-110% แต่ LTV ปกติมีเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ขอสินเชื่อได้เพียง 70-90% ดังนั้น อยากให้ต่ออายุมาตรการไปอีก 1 ปี เพื่อให้คนที่เพิ่งซื้อบ้านมีเวลาตั้งตัว"
จุดโฟกัสสำคัญอีกเรื่องคือ แบงก์ชาติ ยังไม่มีมุมมองว่าการซื้อบ้านแนวราบหลังที่ 2 ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นในยุค เพราะจากการสำรวจผู้เข้าชมงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งล่าสุด พบว่า 30% เป็น กลุ่มคนที่มาเดินดูบ้านหลังที่ 2 ทั้งคนมีบ้านหลังแรกที่ต้องการซื้อหลังที่ 2 เป็นคอนโดฯ และมีคอนโดฯหลังแรกอยู่แล้วต้องการซื่อหลังที่ 2 เป็นบ้านแนวราบ
"ความจำเป็นของการมีบ้านหลังที่ 2 ในยุคปัจจุบัน เช่น คนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อยากซื้อคอนโดฯ ทดแทนการเช่า หรือคนกรุงเทพฯไปทำงานในอีอีซี อยากซื้อบ้านหลังที่ 2 ทดแทนการเช่าเช่นกัน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ไม่ใช่การซื้อเพื่อเก็งกำไร"
ขยายเพดานลดค่าโอน 5 ล้าน
ในส่วนมาตรการลดอัตราจัดเก็บภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (property tax) 15% สำหรับรอบปี 2566 นั้น ข้อเสนอสมาคมบ้านจัดสรรขอให้มีการเรียกเก็บภาษีแบบขั้นบันไดในช่วง 3 ปี โดยปี 2566 เสนอจัดเก็บ 50% ปี 2567 จัดเก็บ 75% และในปี 2568 จัดเก็บ 100% เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายทั้งในส่วน ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
รวมทั้งการต่ออายุมาตรการลดค่าโอน จาก 2% เหลือ 1% ค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% โดยคงเพดานเดิมให้สิทธิประโยชน์กลุ่มราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งสมาคมบ้านจัดสรรเสนอขอให้ขยายเพดานราคาบ้านจาก 3 ล้านเป็น 5 ล้านบาท เนื่องจากมีการให้สิทธิประโยชน์ บ้านราคา 3 ล้านบาทแล้วในช่วงโควิด ทำให้มีการดูดซับออกไปจำนวนมากแล้ว หากรัฐขยายเพดานเป็น 5 ล้านบาท จะช่วยระบายสต๊อก และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง สามารถซื้อและโอนได้ มียอดปฏิเสธสินเชื่อต่ำกว่ากลุ่มราคา 3 ล้านบาท
"ปี 2566 รัฐบาลควรกระตุ้นคนที่มีความพร้อมทางการเงิน ให้ออกมาใช้เงิน"
LTV 100% บ้านต่ำ 10 ล้าน
นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่าภาครัฐควรต่ออายุ LTV 100-110% ออกไปอีก 1 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2566 ในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ลงมา ซึ่งเป็นฐานตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกำลังซื้อผู้บริโภคคนไทย
"ปี 2566 แทบจะหาปัจจัยบวกไม่ได้เลย หลายคนไปคาดหวังกับตัวเลขจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็น กลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ยากที่สุด เพราะรายได้ไม่แน่นอน"
เชียร์แก้เกณฑ์ "บ้านบีโอไอ"
ประเด็นต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยราคาพลังงานแพง ทางออกของผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์พัฒนาสินค้า เช่น กำลังซื้อบ้านเดี่ยวอาจต้องหันมาดูบ้านแฝดทดแทน อยากซื้อบ้านแฝดอาจต้องลดความต้องการไปซื้อทาวน์เฮาส์แทน ดีเวลอปเปอร์ต้องเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ เช่น ออกแบบบ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ให้บรรยากาศการอยู่อาศัยคล้ายบ้านเดี่ยว
ในขณะที่แนวโน้มบ้านบีโอไอที่มีปัญหาข้อกำหนดไม่สอดคล้องกับต้นทุน มีความหวังว่าในปี 2566 หากมีการปรับเกณฑ์ใหม่ทำให้ยืดหยุ่นในการขยับราคา จะดึงดูดผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนสร้างบ้านบีโอไอขายมากขึ้น
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ
