LH ขยายลงทุนเพิ่มเน้นเจาะแนวราบระดับบน กางแผนปี66 เปิด17 โครงการมูลค่า3.4หมื่นล.
Loading

LH ขยายลงทุนเพิ่มเน้นเจาะแนวราบระดับบน กางแผนปี66 เปิด17 โครงการมูลค่า3.4หมื่นล.

วันที่ : 13 มกราคม 2566
LH ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 นี้ ยังคงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทำให้ผู้ประกอบการอสังหาต้องระมัดระวังในเรื่องของการลงทุนโครงการใหม่
          "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" ขยับลงทุนเพิ่ม เน้นสินค้าแนวราบเจาะกลุ่มตลาดบน หลังสัญญาณการท่องเที่ยวขยายตัวแรง เศรษฐกิจ ทยอยฟื้นตัวกางแผนลงทุนปี 66 เปิดตัว 17 โครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 34,960 ล้านบาท ตั้งเป้าขาย 35,00 ล้านบาท วางเป้ารับรู้รายได้ 33,000 ล้านบาท ในอสังหาฯ ระมัดระวังลงทุนโครงการใหม่เฝ้าระวังปัจจัยลบเศรษฐกิจโลกผันผวนอัตราเงินเฟ้อปรับตัว หวั่นส่งผลกระทบความเชื่อมั่นการตัดสินใจซื้อและลงทุน

          นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 นี้ยังคงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทำให้ผู้ประกอบการอสังหาต้องระมัดระวังในเรื่องของการลงทุนโครงการใหม่ แม้ว่าทิศทางของเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแต่ความผันผวนในเศรษฐกิจโลกแต่ยังส่งผลต่อ ความระมัดระวัง ด้านการลงทุนของผู้ประกอบการขณะที่ปัจจัยเรื่องภัยธรรมชาติ เช่น การแพร่ระบาด ของไวรัสโควิด-19 เป็นอีกปัจจัยที่จะต้องระมัดระวังเพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

          สำหรับผลกระทบจากการผันผวนของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นผลมาจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนซึ่งส่งผลต่อปัญหาต้นทุนพลังงานและการปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อทั้งนี้หากธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด ยังเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลต่อการทดถอยของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในยุโรปจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงซึ่งอาจมีผลต่อการลงทุน และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบวกโดยมีอานิสงส์มาจากการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวประกอบกับการเปิดประเทศของจีนซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยโดยคาดการณ์ว่าในปี 2566 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามากว่า 20 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยตลอดจนถึงธุรกิจต่างๆจะสามารถกลับมาขยายตัวได้รวมถึงธุรกิจอสังหาฯด้วย

          จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ในปี 2566 นี้บริษัทจะมีแผนจะขยายการลงทุนหรือเปิดตัวโครงการใหม่ 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 34,960 ล้านบาทแล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้าที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 15 โครงการนี้โดยมีมูลค่าโครงการรวมอยู่ที่ 32,460 ล้านบาท โดยโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการและโครงการคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ขณะเดียวกัน บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 9,000 ล้านบาทซึ่งจะแบ่งการลงทุนออกเป็นสองส่วนโดยเป็นงบที่ใช้ในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ 6,000 ล้านบาทส่วนที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาทเป็นงบลงทุนด้านอสังหาฯ เพื่อเช่า และในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าว่าจะมียอดขายอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท โดยมี เป้าหมายรับรู้รายได้จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ 33,000 ล้านบาท และมีรายได้จากอสังหาเพื่อเช่า 7,150 ล้านบาท

          นายวัชริน กสิณกฤษ กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการโครงการบ้านจัดสรร LH กล่าวว่า ในปี 2565 สินค้าประเภทบ้านแนวราบซึ่งได้แก่บ้านเดี่ยวบ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทโดยมีสัดส่วนการขายของบ้านแนวราบ92% และคอนโด8% เมื่อจำแนกตามพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลยัง คงเป็นตลาดหลักโดยมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 90% ส่วนอีก 10% เป็นยอดขายจากต่างจังหวัดทั้งนี้กลุ่มบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนอยู่ที่ 54% ของยอดขายรวม

          จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าแนวราบระดับบนเป็นหลักโดย ณ สิ้นปี 2565 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 70 โครงการคิดเป็นมูลค่า 56,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 62 โครงการมูลค่า 47,983 ล้านบาทและคอนโดแปดโครงการมูลค่า 8,375 ล้านบาท ส่วนในปี 2566 นี้มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ 17 โครงการมูลค่า 34,960 ล้านบาทโดยโครงการที่เปิดใหม่จะมีราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 8.8 -9 ล้านบาท โดยโครงการที่เปิดใหม่ แบ่งออกเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการมูลค่า 28,460 ล้านบาทคอนโดมิเนียมหนึ่งโครงการมูลค่า 6,500 ล้านบาท สำหรับโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้จะเป็นโครงการ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 โครงการ อีก 4 โครงการจะเป็นโครงการในต่างจังหวัด

          "จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 17 โครงการในปีนี้จะทำให้ในปี 2566 บริษัทจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวม 87 โครงการคิดเป็นมูลค่า 91,320 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 78 โครงการมูลค่า 76,450 ล้านบาทและคอนโดมิเนียมเก้าโครงการมูลค่า 14,870 ล้านบาท"

          นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการโครงการอาคารชุด LH กล่าวว่าในปี 2565 สถานการณ์ โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวทิศทางของตลาดคอนโดมีการปรับตัวที่ดีขึ้นตามลำดับสะท้อนได้จากหน่วยขายที่ขายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 137% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2564 ขณะที่จำนวนหน่วยจดทะเบียนในเดือน ม.ค.-ต.ค.2565 อยู่ที่ 32,909 หน่วย เพิ่มขึ้นประมาณ 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2546 นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในการเปิดโครงการใหม่โดยจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 2565 มีทั้งหมด 52,000 หน่วยเติบโตขึ้น 128% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

          อย่างไรก็ตามในปี 2565 ที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เนื่องจากสภาพตลาดและบริษัทต้องการดำเนินการระบายสินค้าที่มีอยู่ในเมืองกว่า 7,000ล้านบาทออกไป โดยที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายจากคอนโดเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2564 โดยมียอดขายอยู่ที่ 2,240 ล้านบาท สำหรับในปี 2566 นี้คาดว่าตลาดคอนโดฯ จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี ที่ผ่านมาโดยจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศที่ ปรับตัวดีขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างดีมานด์ในประเทศให้แข็งแกร่งรวมถึงดีมานด์จากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศพี่จะทยอยเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยโดยในปี 2566 นี้บริษัทมีแผนจะเปิด คอนโดฯ ใหม่หนึ่งโครงการมูลค่า 6500 ล้านบาท ภายใต้ชื่อโครงการเดอะคีย์ศรีนครินทร์ซึ่งจะเปิดขายในต้นไตรมาสสามของปีนี้
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ