ไปต่อ! อสังหาฯโชว์ยอดขายQ1 แรงไม่ตก ลุยเปิดหน้าดินขึ้นโครงการใหม่ โหมขยายพอร์ตแนวราบตจว.รับดีมานด์เปิดปท.
Loading

ไปต่อ! อสังหาฯ โชว์ยอดขายQ1 แรงไม่ตก ลุยเปิดหน้าดินขึ้นโครงการใหม่ โหมขยายพอร์ตแนวราบตจว.รับดีมานด์เปิดปท.

วันที่ : 20 เมษายน 2566
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้มีการประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาฯปี 2566 ว่า ดัชนีรวมตลาดอสังหาฯ (หมวดที่อยู่อาศัย) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงจากปี 2565 เล็กน้อยอยู่ที่ 90.2 จุด หรือลดลง ประมาณ -1.6%
          อสังหาริมทรัพย์

          อสังหาฯเข้าสู่โหมดขยับการลงทุนต่อเนื่องในไตรมาส 2 รับแผนปั๊มยอดขายฉายภาพรวมครึ่งแรกของปี 66 หลังไตรมาสแรก บริษัทอสังหาฯหลายแห่งโชว์ผลงานปิดตัวเลขยอด SALE ได้ดี พร้อมได้แรงหนุนจัดงาน "มหกรรมบ้าน และคอนโดฯ" เสริมผู้ประกอบการ ต่อเนื่องถึงกลางปี 66

          ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสแรกของปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง สามารถสปีดยอดขายได้ดีต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ภาพรวมของ บริษัทอสังหาฯหลายแห่ง มียอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่สูง เนื่องจากเป็นช่วงก่อนหมดมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ฯและกลับมาใช้มาตรการ LTV ส่งผลให้ 2 ไตรมาสที่ผ่านมา (ต.ค. 65-มี.ค. 66) ผลประกอบการของบริษัทอสังหาฯทั้งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทอสังหาฯทั่วไป มีตัวเลขที่เติบโตโดดเด่นอย่างมาก

          อย่างไรก็ตาม ทาง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้มีการประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาฯปี 2566 ว่าดัชนีรวมตลาดอสังหาฯ (หมวดที่อยู่อาศัย) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงจากปี 2565 เล็กน้อยอยู่ที่ 90.2 จุด หรือลดลง ประมาณ -1.6% ทั้งนี้ แม้ภาพรวมจะชะลอตัวลง แต่ทาง REIC คาดการณ์ว่า การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ชาวต่างชาติกลับเข้ามาโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น จะเป็นอีกแรงหนุนที่เข้ามา ช่วยพยุงตลาดอสังหาฯไทยในปีนี้ได้ เพราะมองดูแล้วกำลังซื้อของคนในประเทศยังไม่แข็งแรง ทำให้อาจเห็นภาพมีการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยลง ทั้งด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น สินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ยังเข้มงวดอยู่ต่อไป ราคาบ้านที่มีแนวโน้มปรับตัว เพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูง

          อสังหาฯกวาดยอดขายQ1กว่า 3.5 หมื่นล. คอนโดฯหนุน

          ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการดำเนินงานของบริษัทอสังหาฯในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 (ม.ค.-มี.ค.) ว่า โดยภาพรวมยอดขายปรับตัวดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปี 65 ยอดขายจะปรับขึ้นไม่มาก เนื่องจากเป็นไตรมาสสุดท้ายของปี ที่มีปัจจัยที่เกี่ยวกับมาตรการอสังหาฯเข้ามากระตุ้น ให้เกิดการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก

          ทั้งนี้ 4 บริษัทอสังหาฯที่ประกาศตัวเลขในไตรมาสแรกมียอดขายรวมประมาณ 35,033 ล้านบาท โดยมีบริษัท ออริจิ้น จำกัด (มหาชน) มียอดขาย 12,004 ล้านบาท บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทำยอดขายได้ใกล้เคียงอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีตัวเลขการขายอยู่ที่ 9,024 ล้านบาท และบริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 2,000 ล้านบาท เป็นต้น

          นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในไตรมาสแรกสามารถสร้าง ยอดขายเติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 65 ประมาณ 47% มาจากโครงการคอนโดมิเนียม 79% และยอดขายจากบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออีก 21% ทั้งนี้ ยอด ขายดังกล่าว แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ 49% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขาย และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างประมาณ 51%

          นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) กล่าวว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา แสนสิริสามารถสร้างยอดขายเติบโตขึ้นเกือบ 70% และคิดเป็นกว่า 22% จากเปาหมายยอดขายทั้งปีที่วางไว้ 55,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 6,500 ล้านบาท และโครงการคอนโดฯ 5,500 ล้านบาท

          "ในไตรมาสแรกแสนสิริสร้างยอดขายหลักจากแคมเปญ "ได้กับได้" พร้อมประกาศ Sold Out! รวด 4 โครงการแนวราบ มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท ขณะที่บูก้าน กรุงเทพกรีฑา โครงการมาสเตอร์พีซ ราคา 35-60 ล้านบาท เจาะกลุ่ม Young Successors ล่าสุดมียอดขายแล้ว 85%" นายอุทัย กล่าว

          นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำเร็จในไตรมาสแรกปี 66 ว่า บริษัทฯ ยังคงรักษาการเติบโตที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างยอดขาย รวมเพิ่มขึ้น 22% เทียบกับไตรมาส 4/65 ยอดขาย 7,408 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปี 2565 ยอดขาย 8,852 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนมาจากโครงการคอนโดฯที่เปิดใหม่และสร้างเสร็จพร้อมอยู่ 2,649 ล้านบาท และยอดขายโครงการแนวราบ 6,380 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้ว 25% ของเปาขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 36,000 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากตลาดอสังหาฯภูมิภาค ทั้งยอดขายกลุ่มสินค้าแนวราบ 4,052 ล้านบาท เติบโต 17% และคอนโดฯ 316 ล้านบาท เติบโต 108% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาส 1/2565  โดยทำเลยอดนิยมในลำดับต้นๆ คือ จังหวัดภูเก็ต, ชลบุรี, สงขลา และระยอง ซึ่งดีมานด์ความต้องการอสังหาฯในจังหวัดต่างๆ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

          นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ในไตรมาสแรก สามารถสร้างยอดขาย 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่บริษัทคาดหวังไว้ แม้ว่าบริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท จากเปาทั้งปีที่ต้องเปิด 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท

          ด้านแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/66 มั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตของภาพรวมผลการดำเนินงานที่เร่งตัวขึ้น จากการที่บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่เป็นจำนวนมากขึ้น อีกทั้งมองกำลังซื้อจะกลับมาดีขึ้นค่อนข้างมากจากไตรมาสแรก เพราะเป็นช่วงไฮซีซันของภาคท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะเห็นกลุ่มคนที่ทำงานในอุตฯท่องเที่ยวมีรายได้ที่ฟืนกลับมา

          ทั้งปี 66 บริษัทยังมั่นใจทำยอดขายทำได้ตามเปา 8,600 ล้านบาท และยอดโอน 6,850 ล้านบาทเข้าเปาเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน แล้ว 1,000 ล้านบาท

          อสังหาฯลุย Q2 ขึ้นโปรเจกต์ใหม่ค่ากว่า 34,700 ลบ.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในไตรมาส 2  (เม.ย.มิ.ย.66) ผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าในการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อสร้าง ผลงาน และบริหารจัดการสินค้าพร้อมโอนรองรับ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโครงการแนวราบ ที่จะผลักดันให้เกิดการรับรู้รายได้ตามแผนที่วางไว้ในแต่ละไตรมาส ซึ่งแต่ละบริษัทจะกำหนดเปาลงทุนที่แตกต่างกัน แล้วแต่นโยบายและกลยุทธ์การสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ซึ่ง 4 บริษัทอสังหาฯที่มีแผนลงทุนไตรมาสนี้มีมูลค่าเปิดโครงการใหม่รวม 34,720 ล้านบาท เริ่มจากบริษัทศุภาลัยฯเปิดมากถึง 11 โครงการ มูลค่ารวม 12,520 ล้านบาท, บริษัทแสนสิริฯ 8 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท, บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ 4 โครงการ มูลค่า 4,950 ล้านบาท และบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่า 4,250 ล้านบาท เป็นต้น

          "ศุภาลัย-ออริจิ้น" โหมขยายพอร์ตแนวราบ ตจว.

          นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้นฯ กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ตลาดอสังหาฯในไตรมาส 2/66 นั้นว่า ยังมีแนวโน้มได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สังเกตจากภาพรวมยอดขายของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในงานมหกรรมบ้านและคอนโดเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงไตรมาส 2/66 นี้ บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 12,520 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8,720 ล้านบาท บ้านจัดสรร 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,800 ล้านบาท

          "เราจะยังคงกระจายตัวบุกไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ตามแผนงาน Origin Infinity หรือแผนเติบโตไม่สิ้นสุดที่ประกาศไว้เมื่อต้นปี โดย 11 โครงการในไตรมาส 2/2566 นั้น จะกระจายตัวบุกไปนอกกรุงเทพฯและปริมณฑลถึง 5 โครงการ ทั้งในชลบุรี ภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา และขอนแก่น มูลค่าโครงการรวมกว่า 5,080 ล้านบาท"

          นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดอสังหาฯในไตรมาส 2เริ่มเห็นสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่อง จากการฟืนตัวของสภาพเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว จำนวนโครงการใหม่ที่จะทยอยเปิดตัวมากขึ้น ด้านซัปพลาย ที่ตอบโจทย์ตลาดระดับกลางบนขึ้นไป ยังคงได้รับการตอบรับที่ดี เชื่อว่าการแข่งขันจะเข้มข้นกว่าในไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน

          สำหรับโครงการของศุภาลัยยังมีเปิดขายทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค ทุกระดับราคา ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกเซกเมนต์ รวมถึงมีนวัตกรรมเพื่อการให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่

          ล่าสุด บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ ประเดิมโครงการแรก "ศุภาลัย ไพร์ด นครสวรรค์" บนพื้นที่ประมาณ 76 ไร่ 314 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ถนนพรหมนิมิต ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่โครงการยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้มียอดขาย ยอดจองแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยศุภาลัย ไพร์ด นครสวรรค์ มีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมรุ่นใหม่ ในราคาเริ่มต้น 1.99-14.5 ล้านบาท

          แสนสิริ รีเฟรชแบรนด์ 'ดีคอนโด' เจาะกลุ่มเรียลดีมานด์

          นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริฯ กล่าวถึงแผนธุรกิจในไตรมาส 2 ว่า จะเปิดตัวอีก 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัว "อณาสิริ" มิกซ์ โปรดักต์ บ้านและทาวน์โฮมในโครงการเดียวที่จะเปิดตัว 3 โครงการใหม่ และบ้านเดี่ยวแบรนด์ฮาบิเทีย ไพร์ม 2 ติดถนนใหญ่บนทำเลราชพฤกษ์ และเตรียมเปิดตัวบ้านเดี่ยวหลังแรกของครอบครัว ซีรีส์ Modern Farmhouse แบรนด์สราญสิริ และแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี "เศรษฐสิริ" บ้านระดับราคา 12-40 ล้านบาท ด้วยการเปิดตัว New Design Series กับ 4 ดีไซน์ใหม่ เปิดตัวด้วยโครงการแรก "เศรษฐสิริ ดอนเมือง" ราคาเริ่มต้น 20-40 ล้านบาท

          พร้อมเปิดตัวคอนโดฯในช่วงไตรมาส 2 กับ "dcondo hype rangsit" (ดีคอนโด ไฮป์ รังสิต) เริ่มเพียง 1.3 ล้านบาท บนทำเลห่าง 250 เมตร จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และในปีนี้ แสนสิริรีเฟรชแบรนด์ "ดีคอนโด" เน้นการพัฒนาโปรดักต์ให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้อยู่อาศัยจริงในกลุ่มคอนโดฯ ราคาเข้าถึงง่าย

          PF ร่วมทุนพันธมิตร เปิดบ้านหรู เดินหน้าเฟส 2 "เบลล่า เดล มอนเต้ เขาใหญ่"

          นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ "PF" กล่าวว่า ในไตรมาส 2 มีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 4 โครงการ รวมมูลค่า 4,950 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งโครงการ "เพอร์เฟค พาร์ค"บ้านเดี่ยวใน 2 ทำเล คือ แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ และ บางใหญ่ มูลค่ารวม 3,250 ล้านบาท ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางครอบครัวเริ่มต้น โครงการ "วาวิล่า สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ" มูลค่า 700 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้นแบรนด์ใหม่สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับบน และ "ไอคอนโด แอคทีฟ พัฒนาการ" มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ที่ยกระดับแบรนด์ไอคอนโดเพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยในทำเลเมือง

          พร้อมเดินหน้า พรีเซลเฟสใหม่ใน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ "เบลล่า เดล มอนเต้ เขาใหญ่" เฟส 2 ขนาดพื้นที่ 55 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท จำนวนจำกัด 24 ยูนิตเท่านั้น ราคาเริ่มต้น 29-113 ล้านบาท และ โครงการ "มาร์เก็ต อเวนิว แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์" เฟส 2 หลังมีผลตอบรับดีมากในเฟสแรก

          ASW เร่งเปิดโครงการใหม่รับดีมานด์เปิด ปท.

          นายกรมเชษฐ์  วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวถึงทิศทางการฟืนตัว ของเศรษฐกิจในประเทศในไตรมาส 2 ปีนี้ว่า  มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ จากนโยบายในการเปิดเมือง และเปิดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา ท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ และเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จ และสร้างการเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 2 นี้ แอสเซทไวส์ฯ ได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 3 โครงการ ภายใต้แบรนด์ เคฟ และ แอทโมซ รวมมูลค่ารวม 4,250 ล้านบาท จำนวนยูนิตที่ออกสู่ตลาดประมาณ 1,983 หน่วย ทั้งนี้ มั่นใจว่า ทั้งปีจะสามารถทำยอดขายได้ตามเปาหมายที่ตั้งไว้ที่ 15,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน