REIC คาดอสังหาปี66 ดัชนีติดลบหนัก ลุ้น! รัฐบาลใหม่ฟอร์มทีมเร็วเร่งขับเคลื่อนศก.
วันที่ : 17 พฤษภาคม 2566
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์ปี 2566 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปีที่มีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของธปท.ที่กระทบต่อคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นบ้านสัญญาที่ 2 และ 3, ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึงเกือบ 90% ของ GDP ,ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
ศูนย์ข้อมูลฯหวังรัฐบาลชุดใหม่เร่งฟอร์มทีมโดยเร็ว หวั่นล่าช้าเสี่ยงกระทบการจัดทำงบประมาณปี'67 เศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อนตามเป้าหมายทั้งปี ส่งผลต่อภาพรวมอสังหาฯ อาจเข้าสู่ภาวะติดลบลงลึกมากขึ้น หลังประเมินแนวโน้มตัวเลขสำคัญ เข้าสู่แดนลบทั้งหมด แนะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว หนุนกำลังซื้อต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัย พยุงตลาดอีกแรง ขณะที่ตัวเลขไตรมาสแรกปี 66 อุปทานชะลอตัวมาก มูลค่าโครงการเปิดใหม่ -38.7 อุปสงค์ขยายตัวจากโมเมนตัมของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการโอนฯ +7.9% และสินเชื่อใหม่ +6.4% เผยต่างชาติยังแห่โอนห้องชุดในไทย ไตรมาสแรกดูดซับไป 3,775 หน่วย มูลค่าเพิ่มเป็น 1.7 หมื่น ลบ.
หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ อยู่ระหว่างที่พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงอันดับ 1 รวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมานั้น
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวแล้ว หากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศได้รวดเร็ว ก็จะเป็นผลดี เนื่องจากการบริหาร งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2566 จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ และจะเข้าสู่การจัดทำงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2567 ในเดือนถัดไป ดังนั้น ประเด็นดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทางศูนย์ข้อมูลฯนำมากำหนดทิศทางตลาดอสังหาฯในครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งจะมีผลต่อตลาดรวมทั้งปี
อย่างไรก็ตาม REIC ได้ติดตามสถานการณ์ปี 2566 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปีที่มีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของธปท.ที่กระทบต่อคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นบ้านสัญญาที่ 2 และ 3, ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึงเกือบ 90% ของ GDP ,ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นได้ถึง 1% ล้วนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ความสามารถในการผ่อนชำระลดลง กระทบต่อยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และยอดการปล่อย สินเชื่อของปี 2566 รวมถึงตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ตามมา
สำหรับทิศทางอุปทานปี 66 พบว่า การออกใบอนุญาตจัดสรร ทั่วประเทศ มีจำนวน 78,269 หน่วย ลดลง -9.3% และอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดการณ์ว่าจะมีจำนวน 98,132 หน่วย ลดลง -10.5% มีมูลค่าประมาณ 505,235 ล้านบาท ลดลง -8.2%
"เราประเมินว่า ตัวเลขหน่วยเปิดโครงการปีนี้ประมาณ 1 แสนหน่วย แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 58,000 หน่วย และ คอนโดฯ ราว 40,000 หน่วย แต่ทั้งนี้ ต้องดูปัจจัยเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง จะมีทิศทางการฟืนตัวหรือไม่ ถ้าไม่ดี ตัวเลขการเปิดตัวโครงการจะลดลงจากที่ประเมินไว้ร้อยละ -10.5 มาอยู่ระดับ Worst Case ถึงร้อยละ -20 อย่างไรก็ดี เราก็หวัง ถ้าภาคการท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ตลาดต่างชาติกลับมา จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีส่วนต่อภาคอสังหาฯ ได้"
ในขณะที่อุปสงค์ปีนี้ คาดว่ามีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ จำนวน 352,761 หน่วย ลดลง -10.2% มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 1,016,838 ล้านบาท ลดลง -4.5% แบ่งเป็นการโอนฯ แนวราบ จำนวน 264,571 หน่วย ลดลง -7.4% มูลค่า 753,628 ล้านบาท ลดลง -2.9% และอาคารชุด มีหน่วยการโอนฯจำนวน 88,190 หน่วย ลดลง -17.7%
ด้านภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ คาดจะมีมูลค่าจำนวน 650,764 ล้านบาท ลดลง -6.8% โดยคาดว่า ปี 2566 จะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้าง ทั่วประเทศจำนวน 4,955,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%
เทรนด์ตลาดบ้านแฝดมาแรง รับต้นทุน-ที่ดินแพง
ดร.วิชัย ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯไตรมาส 1 ปี 66 ว่า การออกใบอนุญาตจัดสรรทั่วประเทศจำนวน 15,267 หน่วย ลดลง -13.6% โดยพบว่า ทาวน์เฮาส์มีจำนวนออกใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุดจำนวน 6,290 หน่วย (41.2%) แต่พบว่า มีเพียงบ้านแฝดที่ขยายตัว 2.9% แสดงให้เห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ ที่เสนอขายบ้านแฝดในตลาดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ที่เพิ่มไม่ทันกับการเพิ่มของต้นทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย
ขณะที่ หน่วยที่อยู่อาศัยแนวราบที่เปิดตัวใหม่ ในไตรมาส 1 ลดลงทุกประเภท โดยทาวน์เฮาส์ลดลงถึง-62.9% แต่กลับพบว่า ทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 5.01-20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.8% และระดับราคา 1.25-1.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% ส่วนโครงการอาคารชุด เปิดใหม่มีจำนวน 7,260 หน่วย ลดลงถึง -61.5%
สำหรับด้านอุปสงค์ ไตรมาส 1 มีหน่วยโอนฯ ทั่วประเทศจำนวน 84,619 หน่วย ลดลง -0.8% และมีมูลค่าโอนฯ จำนวน 241,167 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 7.9% โดยแนวราบทั้งหน่วยและมูลค่าลดลง ส่วนอาคารชุดมียอดโอนฯเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า
Q1 ต่างชาติโอนฯห้องชุดกว่า 1.7 หมื่น ลบ.
ดร.วิชัย กล่าวว่า REIC ยังได้ประเมินตลาดต่างชาติพบว่า ในไตรมาส 1 หน่วยโอนฯ ห้องชุดของชาวต่างชาติมีจำนวน 3,775 หน่วย มีมูลค่า 17,128 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า เพิ่มขึ้น 79.2% และ 67.6% ตามลำดับ โดยประเทศจีนยังคงเป็นประเทศที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด จำนวน 1,747 หน่วย คิดเป็น 46% มูลค่า 8,191 ล้านบาท คิดเป็น 48% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คนต่างชาติทั้งหมด
หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ อยู่ระหว่างที่พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงอันดับ 1 รวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมานั้น
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวแล้ว หากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศได้รวดเร็ว ก็จะเป็นผลดี เนื่องจากการบริหาร งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2566 จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ และจะเข้าสู่การจัดทำงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2567 ในเดือนถัดไป ดังนั้น ประเด็นดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทางศูนย์ข้อมูลฯนำมากำหนดทิศทางตลาดอสังหาฯในครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งจะมีผลต่อตลาดรวมทั้งปี
อย่างไรก็ตาม REIC ได้ติดตามสถานการณ์ปี 2566 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปีที่มีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของธปท.ที่กระทบต่อคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นบ้านสัญญาที่ 2 และ 3, ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึงเกือบ 90% ของ GDP ,ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นได้ถึง 1% ล้วนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ความสามารถในการผ่อนชำระลดลง กระทบต่อยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และยอดการปล่อย สินเชื่อของปี 2566 รวมถึงตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ตามมา
สำหรับทิศทางอุปทานปี 66 พบว่า การออกใบอนุญาตจัดสรร ทั่วประเทศ มีจำนวน 78,269 หน่วย ลดลง -9.3% และอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดการณ์ว่าจะมีจำนวน 98,132 หน่วย ลดลง -10.5% มีมูลค่าประมาณ 505,235 ล้านบาท ลดลง -8.2%
"เราประเมินว่า ตัวเลขหน่วยเปิดโครงการปีนี้ประมาณ 1 แสนหน่วย แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 58,000 หน่วย และ คอนโดฯ ราว 40,000 หน่วย แต่ทั้งนี้ ต้องดูปัจจัยเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง จะมีทิศทางการฟืนตัวหรือไม่ ถ้าไม่ดี ตัวเลขการเปิดตัวโครงการจะลดลงจากที่ประเมินไว้ร้อยละ -10.5 มาอยู่ระดับ Worst Case ถึงร้อยละ -20 อย่างไรก็ดี เราก็หวัง ถ้าภาคการท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ตลาดต่างชาติกลับมา จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีส่วนต่อภาคอสังหาฯ ได้"
ในขณะที่อุปสงค์ปีนี้ คาดว่ามีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ จำนวน 352,761 หน่วย ลดลง -10.2% มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 1,016,838 ล้านบาท ลดลง -4.5% แบ่งเป็นการโอนฯ แนวราบ จำนวน 264,571 หน่วย ลดลง -7.4% มูลค่า 753,628 ล้านบาท ลดลง -2.9% และอาคารชุด มีหน่วยการโอนฯจำนวน 88,190 หน่วย ลดลง -17.7%
ด้านภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ คาดจะมีมูลค่าจำนวน 650,764 ล้านบาท ลดลง -6.8% โดยคาดว่า ปี 2566 จะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้าง ทั่วประเทศจำนวน 4,955,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%
เทรนด์ตลาดบ้านแฝดมาแรง รับต้นทุน-ที่ดินแพง
ดร.วิชัย ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯไตรมาส 1 ปี 66 ว่า การออกใบอนุญาตจัดสรรทั่วประเทศจำนวน 15,267 หน่วย ลดลง -13.6% โดยพบว่า ทาวน์เฮาส์มีจำนวนออกใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุดจำนวน 6,290 หน่วย (41.2%) แต่พบว่า มีเพียงบ้านแฝดที่ขยายตัว 2.9% แสดงให้เห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ ที่เสนอขายบ้านแฝดในตลาดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ที่เพิ่มไม่ทันกับการเพิ่มของต้นทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย
ขณะที่ หน่วยที่อยู่อาศัยแนวราบที่เปิดตัวใหม่ ในไตรมาส 1 ลดลงทุกประเภท โดยทาวน์เฮาส์ลดลงถึง-62.9% แต่กลับพบว่า ทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 5.01-20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.8% และระดับราคา 1.25-1.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% ส่วนโครงการอาคารชุด เปิดใหม่มีจำนวน 7,260 หน่วย ลดลงถึง -61.5%
สำหรับด้านอุปสงค์ ไตรมาส 1 มีหน่วยโอนฯ ทั่วประเทศจำนวน 84,619 หน่วย ลดลง -0.8% และมีมูลค่าโอนฯ จำนวน 241,167 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 7.9% โดยแนวราบทั้งหน่วยและมูลค่าลดลง ส่วนอาคารชุดมียอดโอนฯเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า
Q1 ต่างชาติโอนฯห้องชุดกว่า 1.7 หมื่น ลบ.
ดร.วิชัย กล่าวว่า REIC ยังได้ประเมินตลาดต่างชาติพบว่า ในไตรมาส 1 หน่วยโอนฯ ห้องชุดของชาวต่างชาติมีจำนวน 3,775 หน่วย มีมูลค่า 17,128 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า เพิ่มขึ้น 79.2% และ 67.6% ตามลำดับ โดยประเทศจีนยังคงเป็นประเทศที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด จำนวน 1,747 หน่วย คิดเป็น 46% มูลค่า 8,191 ล้านบาท คิดเป็น 48% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คนต่างชาติทั้งหมด
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ
_7355_1684303342_51927.jpg)