ต่างชาติเล็งฮุบอสังหาไทย
วันที่ : 17 ธันวาคม 2568
ไซมิส แอสเสท เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังถือว่าอสังหาฯในประเทศไทยราคาถูกกว่าราคาที่ควรจะเป็น ธุรกิจโรงแรมสามารถสร้างกระแสเงินสดอยู่เสมอ และ ต่างชาติมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงทำ ให้เกิดความสนใจเตรียมเข้าซื้อแน่นอนหากธุรกิจเหล่านี้เกิดปัญหาแล้วไปไม่รอด โดยเฉพาะในทำเลเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และสมุย
ช้อนของถูกรายเล็กน่าห่วง
นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไซมิส แอสเสท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ ทั้งโรงแรมและที่อยู่อาศัยน่าห่วง เพราะกองทุนต่างชาติทั้งยุโรป เอเชีย สหรัฐ เริ่มเข้ามาในไทยเยอะมากเพื่อรวบรวมเงินมาเตรียมซื้อของถูกในเมืองไทยหากธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ไม่ช่วยดูแลเรื่องการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของตลาดปีหน้าแม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่หากธนาคารไม่ปล่อยกู้ก็ไม่มีความหมาย
"ตอนนี้ยังถือว่าอสังหาฯในประเทศไทยราคาถูกกว่าราคาที่ควรจะเป็น ธุรกิจโรงแรมสามารถสร้างกระแสเงินสดอยู่เสมอ และ ต่างชาติมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงทำ ให้เกิดความสนใจเตรียมเข้าซื้อแน่นอนหากธุรกิจเหล่านี้เกิดปัญหาแล้วไปไม่รอด โดยเฉพาะในทำเลเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และสมุย"
ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดว่าปีหน้าจีดีพีประเทศไทยมีโอกาสเหลือ แค่ 1% เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และหากปัญหาสภาพคล่องไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าช่วงโควิด-19 เห็นได้จากปี 68 นี้ที่ส่วนใหญ่เริ่มออกหุ้นกู้และคืนหุ้นกู้ช้าลง และธนาคารยังกลัวเรื่องหนี้เสียที่ปัจจุบันมีประมาณ 3-5% หากไม่แก้ปัญหา สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และจะเหลือเพียงเฉพาะลูกค้าชั้นดีที่จ่ายเงินคืนไถ่ถอนหุ้นได้ตรงเวลา โดยที่ในแง่ของผู้ประกอบการน่าจะชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงยิ่งกว่าปีนี้
สำหรับภาพรวมบริษัทปีหน้าจึงปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งการลดภาระหนี้ด้วยการชะลอการออกหุ้นกู้ และใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่มีรายได้จากการเช่าโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่สามารถการันตีผลตอบแทนในระดับสูง และเสนอโปรแกรมซื้อคืนเพื่อลดความเสี่ยงให้กับลูกค้าเช่า ซึ่งยังเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มีแผนขยายโครงการใหม่ในภูเก็ตและกรุงเทพฯ โดยได้ร่วมทุนกับพันธมิตรธุรกิจนักลงทุนต่างชาติ เบื้องต้นกำลังเจรจาซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต 2 แปลง บริเวณหาดบางเทาและหาดกมลา เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกับพันธมิตร มูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแปลงหาดบางเทา ขนาดประมาณ 10 ไร่ มูลค่าการพัฒนาโครงการราว 2,000 ล้านบาท และแปลงหาดกมลา ขนาดประมาณ 30 ไร่ ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการพัฒนาราว 7,000 ล้านบาท
นายขจรศิษฐ์ กล่าวว่า ในปี 69 คาดว่าจะเติบโตดีกว่าปีนี้ จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่จำนวน 2 โครงการได้แก่ 1.แลนด์มาร์ค แอท แกรนด์ สเตชั่น มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท และ 2.โครงการ แลนด์มาร์ค แอท เกษตรศาสตร์ ทุ่งสองห้อง สเตชั่น มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันทั้ง 2 โครงการมียอดขายรอโอน รวมมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 69 เป็นต้นไป
รายงานข่าวแจ้งว่าผู้ประกอบการหลายรายยังมีความหวังว่าธุรกิจอสังหาฯ จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นในปีหน้าเมื่อมีรัฐบาลใหม่.
นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไซมิส แอสเสท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ ทั้งโรงแรมและที่อยู่อาศัยน่าห่วง เพราะกองทุนต่างชาติทั้งยุโรป เอเชีย สหรัฐ เริ่มเข้ามาในไทยเยอะมากเพื่อรวบรวมเงินมาเตรียมซื้อของถูกในเมืองไทยหากธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ไม่ช่วยดูแลเรื่องการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของตลาดปีหน้าแม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่หากธนาคารไม่ปล่อยกู้ก็ไม่มีความหมาย
"ตอนนี้ยังถือว่าอสังหาฯในประเทศไทยราคาถูกกว่าราคาที่ควรจะเป็น ธุรกิจโรงแรมสามารถสร้างกระแสเงินสดอยู่เสมอ และ ต่างชาติมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงทำ ให้เกิดความสนใจเตรียมเข้าซื้อแน่นอนหากธุรกิจเหล่านี้เกิดปัญหาแล้วไปไม่รอด โดยเฉพาะในทำเลเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และสมุย"
ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดว่าปีหน้าจีดีพีประเทศไทยมีโอกาสเหลือ แค่ 1% เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และหากปัญหาสภาพคล่องไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าช่วงโควิด-19 เห็นได้จากปี 68 นี้ที่ส่วนใหญ่เริ่มออกหุ้นกู้และคืนหุ้นกู้ช้าลง และธนาคารยังกลัวเรื่องหนี้เสียที่ปัจจุบันมีประมาณ 3-5% หากไม่แก้ปัญหา สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และจะเหลือเพียงเฉพาะลูกค้าชั้นดีที่จ่ายเงินคืนไถ่ถอนหุ้นได้ตรงเวลา โดยที่ในแง่ของผู้ประกอบการน่าจะชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงยิ่งกว่าปีนี้
สำหรับภาพรวมบริษัทปีหน้าจึงปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งการลดภาระหนี้ด้วยการชะลอการออกหุ้นกู้ และใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่มีรายได้จากการเช่าโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่สามารถการันตีผลตอบแทนในระดับสูง และเสนอโปรแกรมซื้อคืนเพื่อลดความเสี่ยงให้กับลูกค้าเช่า ซึ่งยังเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มีแผนขยายโครงการใหม่ในภูเก็ตและกรุงเทพฯ โดยได้ร่วมทุนกับพันธมิตรธุรกิจนักลงทุนต่างชาติ เบื้องต้นกำลังเจรจาซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต 2 แปลง บริเวณหาดบางเทาและหาดกมลา เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกับพันธมิตร มูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแปลงหาดบางเทา ขนาดประมาณ 10 ไร่ มูลค่าการพัฒนาโครงการราว 2,000 ล้านบาท และแปลงหาดกมลา ขนาดประมาณ 30 ไร่ ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการพัฒนาราว 7,000 ล้านบาท
นายขจรศิษฐ์ กล่าวว่า ในปี 69 คาดว่าจะเติบโตดีกว่าปีนี้ จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่จำนวน 2 โครงการได้แก่ 1.แลนด์มาร์ค แอท แกรนด์ สเตชั่น มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท และ 2.โครงการ แลนด์มาร์ค แอท เกษตรศาสตร์ ทุ่งสองห้อง สเตชั่น มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันทั้ง 2 โครงการมียอดขายรอโอน รวมมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 69 เป็นต้นไป
รายงานข่าวแจ้งว่าผู้ประกอบการหลายรายยังมีความหวังว่าธุรกิจอสังหาฯ จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นในปีหน้าเมื่อมีรัฐบาลใหม่.
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ