REIC เผยบ้านมือสองล้นซัปพลายพุ่ง หน่วยประกาศขายเพิ่ม30%ดันมูลค่าสะสม1.2ล้านล.
Loading

REIC เผยบ้านมือสองล้นซัปพลายพุ่ง หน่วยประกาศขายเพิ่ม30%ดันมูลค่าสะสม1.2ล้านล.

วันที่ : 13 มีนาคม 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผยตลาดที่อยู่อาศัยมือสองไตรมาส 4/68 ซัปพลายพุ่งแรง หน่วยประกาศขายเพิ่มเกือบ 30% มูลค่าทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท พบซัปพลายบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ มากสุด ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ยังชะลอตัว ลดลงกว่า 6% สะท้อนกำลังซื้อยังไม่ฟืนเต็มที่
   รายงานข่าวจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า จากบทวิเคราะห์ "สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 4 ปี 68" พบว่า ตลาดบ้านมือสองมีปริมาณประกาศขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้การซื้อขายจริงยังชะลอตัว สะท้อนภาวะอุปทานล้นตลาดและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟืนตัวเต็มที่ โดยรายงานระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 68 มีที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั่วประเทศรวม 226,278 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่ารวม 1,200,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.7 อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พบว่าจำนวนหน่วยประกาศขายลดลงร้อยละ 7.0 และมูลค่าลดลงร้อยละ 12.6
 
   ในด้านการประกาศขายบ้านมือสอง พบว่า กลุ่มบุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นผู้ประกาศขายรายใหญ่ที่สุด โดยมีจำนวน 100,179 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.3 ของตลาด และมีมูลค่า 967,953 ล้านบาท หรือร้อยละ 80.6 ของมูลค่าทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าร้อยละ 52.2 และ 75.7 ตามลำดับ

   รองลงมา ได้แก่ กรมบังคับคดี มีจำนวนประกาศขาย 71,801 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 31.7 ของตลาด มูลค่า 106,250 ล้านบาท ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีจำนวน 24,350 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 10.8 ขณะที่บริษัทบริหารสินทรัพย์มี 21,150 หน่วย และธนาคารพาณิชย์มีจำนวนประกาศขายน้อยที่สุด 8,798 หน่วย แต่มีอัตราการเติบโตของหน่วยประกาศขายสูงถึงร้อยละ 68.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน

   สำหรับประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า "บ้านเดี่ยว" ยังคงเป็นสินค้าที่มีการประกาศขายมากที่สุด โดยมีจำนวน 90,502 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 40 ของตลาด และมีมูลค่า 532,566 ล้านบาท หรือร้อยละ 44.4 รองลงมาคือ "ห้องชุด" จำนวน 70,611 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 31.2 มูลค่า 502,216 ล้านบาท และ "ทาวน์เฮาส์" จำนวน 57,257 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 25.3

   ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ห้องชุดมีการเติบโตสูงที่สุด โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 79.1 และมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 141.7 สะท้อนการนำคอนโดมิเนียมเข้าสู่ตลาดขายต่อจำนวนมาก

   ด้านระดับราคา พบว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทมีจำนวนประกาศขายมากที่สุด 55,536 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.5 ของตลาด แต่มีมูลค่ารวมเพียงร้อยละ 2.6 ของมูลค่าทั้งหมด ขณะที่กลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.2 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 70.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน

   ในเชิงพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางตลาดบ้านมือสองของประเทศ โดยมีจำนวนประกาศขายมากที่สุด 71,275 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.4 ของทั้งประเทศ และมีมูลค่ารวมสูงถึง 729,012 ล้านบาท หรือร้อยละ 60.7 ของมูลค่าทั้งหมด ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าประกาศขายสูงรองลงมา ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต ปทุมธานี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง รวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 87.5 ของมูลค่าตลาดทั่วประเทศ

   อย่างไรก็ตาม ในด้านอุปสงค์พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศในไตรมาส 4 ปี 2568 มีจำนวน 55,592 หน่วย ลดลงร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่า 113,651 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.2 แม้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.7 ในด้านจำนวนหน่วย และร้อยละ 2.7 ในด้านมูลค่า

   เมื่อพิจารณาตามประเภท พบว่า บ้านเดี่ยวมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด จำนวน 23,541 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.3 ของการโอนทั้งหมด และมีมูลค่า 53,525 ล้านบาท หรือร้อยละ 47.1 ในด้านระดับราคา การโอนกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท จำนวน 18,905 หน่วย หรือร้อยละ 34 ของตลาด ขณะที่ในด้านมูลค่า กลุ่มราคา 2.01-3.00 ล้านบาทมีมูลค่าโอนสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 23.7 หรือประมาณ 26,885 ล้านบาท

   รายงานระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อเทียบกับปีก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเกือบทุกระดับราคา โดยเฉพาะกลุ่มราคา 5.01-7.50 ล้านบาท ซึ่งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลงสูงสุดถึงร้อยละ 16.9 และ 16.8 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.6

   ภาพรวมสะท้อนว่า แม้อุปทานบ้านมือสองในตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อในตลาดยังคงเปราะบาง ส่งผลให้การซื้อขายจริงยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน