ดีมานด์เช่าพักอาศัยต่างชาติทะลัก "ภูเก็ต" ยืน1HUB เช่าตปท.-ระดับโลก "เชียงใหม่-พัทยา" ยิลด์พุ่ง10%ขึ้นแท่นฮับใหม่
Loading

ดีมานด์เช่าพักอาศัยต่างชาติทะลัก "ภูเก็ต" ยืน1HUB เช่าตปท.-ระดับโลก "เชียงใหม่-พัทยา" ยิลด์พุ่ง10%ขึ้นแท่นฮับใหม่

วันที่ : 30 มีนาคม 2569
Botanica Luxury Phuket ระบุว่า ภูเก็ตกำลังก้าวสู่การเป็นเดสติเนชันระดับโลกด้านการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว หนุนความต้องการตลาดลักชัวรีเติบโตต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยโครงการ HYTHE by Botanica พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ดีมานด์ดังกล่าว พร้อมศักยภาพสร้างผลตอบแทนจากการเช่าระดับ 5–7% ต่อปี
   อสังหาริมทรัพย์

   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดภูเก็ตได้พิสูจน์บทบาทของตนเองก้าวข้ามการเป็นเพียง "เมืองท่องเที่ยว" สู่การเป็น "ศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก" อย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนย้ายของประชากรโลก (Global Mobility) และพฤติกรรมการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่ยึดติดกับสถานที่ทำงานแบบเดิม ส่งผลให้ภูเก็ตกลายเป็นหนึ่ง ในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่ม Global Citizen ที่มองหาทั้งบ้านหลังที่สอง (Second Home) และโอกาสการลงทุนระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภูเก็ตก้าวขึ้นเป็น HUB ระดับโลกมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติภูเก็ตที่อยู่ระหว่างการขยายเฟส 2 ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้สูงถึง 18 ล้านคนต่อปี ควบคู่ไปกับการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติระดับชั้นนำ โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย และส่งเสริมให้ภูเก็ตกลายเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism ที่สำคัญของประเทศไทย

   เมื่อผนวกเข้ากับจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งชายหาดระดับโลก อาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และวัฒนธรรมการบริการที่อบอุ่น ทำให้ภูเก็ตสามารถสร้าง "ไลฟ์สไตล์ครบวงจร" ที่หาได้ยากในเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตมากกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 546,000 ล้านบาท ตัวเลข ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ "ตลาดเช่า" ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

   ข้อมูลจาก CBRE ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ตมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอดขายในช่วงปลายปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 201% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต่อเนื่องจากการเติบโต 96% ในปี 2566 ขณะที่ข้อมูลจากคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่าในปี 2568 มีโครงการคอนโดฯเปิดใหม่ถึง 23 โครงการ รวม 8,372 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 47,349 ล้านบาท โดยทำเลศักยภาพอย่างบางเทา เชิงทะเล และลากูน่า ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจสูงสุดจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

   หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูเก็ตกลายเป็น HUB ของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ คือ "ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า" ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในทำเลชั้นนำที่สามารถสร้าง Rental Yield ได้ถึง 7-11% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายเมืองหลักในประเทศไทยรวมถึงกรุงเทพมหานครที่กำลังเผชิญภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความได้เปรียบดังกล่าวทำให้ภูเก็ตกลายเป็นเปาหมายของนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ในระยะยาว

   โครงสร้างของตลาดเช่าในภูเก็ตยังมีความแข็งแกร่งจาก "ความหลากหลายของผู้เช่า" โดยกลุ่มหลักประกอบด้วยนักท่องเที่ยวระยะสั้น ผู้พำนักระยะยาว (Long-stay) จากยุโรป รัสเซีย และเอเชีย รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad และผู้ประกอบการที่เลือกภูเก็ตเป็นฐานในการทำงาน และใช้ชีวิตไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งกำลังซื้อสำคัญที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีในต้นทุนที่เหมาะสม

   ดีมานด์ที่หลากหลาย และต่อเนื่องนี้ ทำให้ตลาดเช่าคอนโดมิเนียมและวิลล่าระดับลักชัวรีในภูเก็ตเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่มีบริการหลังการขายครบวงจร และสามารถบริหารจัดการการปล่อยเช่าได้อย่างมืออาชีพ

   ในมุมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ "โบทานิก้า ลักซูรี่วิลล่า" (Botanica Luxury Villas) ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนา ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับตลาดลักชัวรีของภูเก็ต ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาพูลวิลล่าระดับไฮเอนด์ ล่าสุดบริษัทได้ขยายพอร์ตสู่ตลาดคอนโดมิเนียมเป็นครั้งแรก ผ่านโครงการ "HYTHE by Botanica" ซึ่งนำแนวคิดการออกแบบแบบ Vertical Villa หรือ "วิลล่าแนวดิ่ง" มาผสานเข้ากับคอนโดมิเนียม เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป

   นายอรรถสิทธิ์ อินทรชูติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัด กล่าวว่า "โลกไม่ได้มองภูเก็ตเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เป็นเดสติเนชันระดับโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว ความต้องการในตลาดลักชัวรียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนไทย และต่างชาติ โครงการ HYTHE by Botanica ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดีมานด์ ดังกล่าว โดยผสานความเป็นส่วนตัวแบบวิลล่าเข้ากับความสะดวกสบายของคอนโดมิเนียม พร้อมศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการเช่าในระดับ 5-7% ต่อปี"

  โครงการ HYTHE by Botanica ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใจกลางลากูน่าภูเก็ต ห่างจากหาดลายันเพียง 6 นาที และสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 20 นาที รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสนามกอล์ฟระดับโลก โรงแรมห้าดาว ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง และบีชคลับระดับพรีเมียม โครงการประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 4 อาคาร สูง 6 ชั้น รวม 276 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ พร้อม Clubhouse และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

   จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปลากระเบนแมนตา สะท้อนความพลิ้วไหวและความสง่างาม ผสานกับการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง โดยยูนิตมีขนาดเริ่มต้นที่ 57 ตารางเมตร ครอบคลุมตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน รวมถึงยูนิตแบบดูเพล็กซ์และเพนต์เฮาส์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น EV Charging Station ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง และเทคโนโลยีบริหารอาคารที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

   นอกจากภูเก็ตที่ตลาดเช่าที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวสูงแล้ว ในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ก็มีทิศทางเดียวกันคือ กำลังกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงหนุนหลักจากการฟืนตัวของภาคการท่องเที่ยวและความนิยมของชาวต่างชาติที่มองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการอยู่อาศัยระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปสู่ Remote Work และ Digital Nomad มากขึ้น ส่งผลให้ "ดีมานด์เช่าที่อยู่อาศัย" ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักท่องเที่ยวระยะสั้นอีกต่อไป แต่ขยายตัวสู่กลุ่มผู้เช่าคุณภาพที่ต้องการใช้ชีวิตจริงในประเทศไทย

   หากพิจารณาภาพรวมตลาดเช่าในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ จะพบว่าหลายพื้นที่กำลังฟืนตัวอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพการเติบโตที่แตกต่างกันตามโครงสร้างดีมานด์และลักษณะของเมือง โดย "เชียงใหม่" ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นที่สุด ด้วยการปรับบทบาทจากเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสู่การเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม Digital Nomad และชาวต่างชาติที่ทำงานทางไกล ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-7% ต่อปี แม้จะไม่สูงที่สุดในตลาด แต่มีจุดแข็งในด้านความสม่ำเสมอของรายได้และอัตราการเช่าว่างที่อยู่ในระดับต่ำในทำเลศักยภาพ เช่น นิมมานเหมินท์ สันติธรรม และโซนรอบเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่ยังคงเป็นที่นิยม คือค่าครองชีพที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิต รวมถึงบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยระยะยาว

   ขณะที่ "พัทยา" ยังคงรักษาความโดดเด่นในฐานะตลาดเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมี Rental Yield อยู่ในช่วง 6-10% ต่อปี จากการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหมุนเวียนตลอดทั้งปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจร อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพัทยาจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าตลาดอื่น เนื่องจากรายได้มีความผันผวนตามฤดูกาล และการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด มิเนียมใกล้ชายหาด นักลงทุนที่สามารถบริหารจัดการทรัพย์สิน ได้ดี หรือมีพันธมิตรด้าน Property Management จะสามารถดึงศักยภาพของตลาดนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่

   ส่วนเมือง "หัวหิน" ก็เป็นตลาดที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยเน้นความมั่นคงของรายได้จากการเช่าระยะยาว กลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นชาวไทยรายได้ระดับกลางถึงสูง รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักระยะยาวหรือวัยเกษียณ ทำให้ตลาดเช่าในหัวหินมีความผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่น แม้ระดับผลตอบแทนอาจไม่สูงมากนัก แต่มีความสม่ำเสมอและความเสี่ยงต่ำ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระยะยาว โดยแนวโน้มของหัวหินยังสอดคล้องกับกระแสการเติบโตของตลาด Wellness และ Retirement Destination ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในระดับโลก

   ขณะที่ "เชียงราย" แม้จะยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่ก็มีความน่าสนใจในมิติของต้นทุนการลงทุนที่ต่ำและโอกาสในการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ต้องการความสงบและธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ตลาดเช่าในเชียงรายยังมีขนาดไม่ใหญ่และดีมานด์ยังไม่กระจายตัวกว้าง ทำให้เหมาะกับนักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาวและ คาดหวังการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับรายได้จากการเช่า มากกว่าการสร้างกระแสเงินสดในระยะสั้น

   เมื่อพิจารณาในเชิงกลยุทธ์ จะเห็นได้ว่าแต่ละเมืองมีรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเชียงใหม่และหัวหินเหมาะกับการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ประจำที่มั่นคง ขณะที่พัทยาเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงและสามารถบริหารความเสี่ยงได้ ส่วนเชียงรายเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดในช่วงเริ่มต้นและถือครองสินทรัพย์เพื่อรอการเติบโตในอนาคต

   ในภาพรวม การเติบโตของตลาดเช่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวของไทยไม่ได้เป็นเพียงผลจากการฟืนตัวของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของดีมานด์ที่อยู่อาศัยในระดับโลก โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม Digital Nomad การทำงานทางไกล และข้อจำกัดด้านการถือครองอสังหา ริมทรัพย์ของชาวต่างชาติที่ทำให้การเช่ากลายเป็นทางเลือกหลัก ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางการอยู่อาศัยระดับนานาชาติ" อย่างค่อยเป็นค่อยไป

   ด้วยเหตุนี้ แม้ภูเก็ตจะยังคงเป็นผู้นำในมิติของความเป็น HUB ระดับโลกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่เมืองท่องเที่ยวอื่นของไทยกลับกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของราคาที่ยังไม่สูงมาก อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับแข่งขันได้ และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว การเลือกลงทุนในตลาดเช่าจึงไม่ใช่เพียงการมองหาผลตอบแทนในปัจจุบัน แต่ต้องพิจารณาถึง "ความสอดคล้องของสินทรัพย์กับแนวโน้มของดีมานด์" ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ