อสังหาฯไทยชูแคมเปญ Long Stay Visa ดึงต่างชาติชอปคอนโดฯ 3 ล.อัป
วันที่ : 23 เมษายน 2569
คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ไทยอาจไม่ใช่ปลายทางหลักของกลุ่มมหาเศรษฐีเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว แต่ยังถูกมองเป็น “ที่พักพิงชั่วคราว” ในช่วงวิกฤต จากปัจจัยด้านความมั่นคงและศักยภาพการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
กูรูแนะ 'คัดกรองเข้ม' ป้องกันภัยระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์
'คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์' ประเมินศักยภาพประเทศไทย เซฟเฮาส์ การอยู่อาศัยชั้นดี ช่วงภาวะสงคราม โรคร้าย โดยต่างชาติชื่นชมผลงานช่วง โควิด รายงาน Country Wealth Flows ของ Henley & Partners ระบุ ประเทศไทย ติดอันดับ 14 เพราะมีชาวต่างชาติกลุ่มนี้ย้ายเข้ามาประมาณ 450 คน มูลค่าการลงทุนประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านบิ๊กอสังหาฯ ผนึก 'ไทยจัดการลอง สเตย์' ชู Long Stay Visa ดึงต่างชาติลงทุนอสังหาฯ รับสิทธิประโยชน์เพียบ พำนักยาว เน้นพอร์ตในกลุ่มราคา 3 ล้านบาทอัป
กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในปัจจุบัน ยังเป็นตลาดที่สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในประเทศไทย อยู่ในระดับที่ยังคงเติบโตภายใต้ภาวะสงครามในช่วงที่ผ่านมา และที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลายประเทศ มองหาที่พักที่ปลอดภัยให้กับตนเองและครอบครัวและประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ต่างชาติให้ความสนใจที่ต้องการเข้ามาอยู่ หรือ พำนักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งกลุ่มนี้ มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูง และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดอสังหาฯ ในหลายด้าน และหากสามารถดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (High-Potential Individuals) ที่รวมถึง ผู้เกษียณอายุที่มีเงินบำนาญมั่นคง, หรือกลุ่ม Digital Nomad ที่ทำงานทางไกล คนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังมีการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประกอบความได้เปรียบในเรื่องของค่าครองชีพและราคาที่พัก ที่คุ้มค่าและเข้าถึงความหรูหราได้ง่ายกว่าประเทศอื่น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มีโครงการคอนโดฯติดรถไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการดูแลสุขภาพ ที่มีมาตรฐานการแพทย์ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษียณอายุ
โดย นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายที่กลุ่มคนที่รวยมากๆ ต้องการเข้ามาใช้ชีวิต แต่อาจจะเป็นสถานที่หลบภัยชั่วคราวในระยะสั้นๆกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ โรคระบาด หรือเหตุการณ์อะไรก็ตามที่มีผลต่อการใช้ชีวิตในประเทศตนเอง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ชั่วระยะเวลาไม่นานเท่านั้น เพราะประเทศไทยช่วงที่ผ่านวิกฤตโควิด-19 สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าหลายประเทศและเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้ได้ เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีผลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในดูไบที่เห็นได้ชัดเจนว่า Dubai Financial Market Real Estate Index (DFMREI) ของดูไบลดลงกว่า 30% ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นโอกาสที่มีหลายๆคนเลือกที่จะเข้าไปลงทุนหรือช้อนซื้อสังหาฯในดูไบที่มีการลดราคาขายลงบ้าง 15-30% ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะ ผู้ประกอบการต้องการระบายสต๊อกออกให้มากที่สุด
การที่นักลงทุนออกจากดูไบ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไปลงทุนที่อื่นแทน แต่อาจจะเลือกเก็บเงินไว้ก่อนแล้วพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ แทน การมาประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก บางส่วนอาจจะกลับประเทศตนเอง หรือไปประเทศ อื่นๆ ที่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งประเทศไทยเข้าข่ายประเทศกลุ่มนี้ แต่จำนวนอาจจะไม่ได้มากมายขนาดเข้ามาทดแทนกำลังซื้อคนจีนหรือคนไทยที่ลดน้อยลง
ปี พ.ศ. 2568 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มี กลุ่มคนมีเงินย้ายไปใช้ชีวิตมากที่สุด อ้างอิงจากรายงาน Country Wealth Flows ของ Henley & Partners ที่พิจารณาการ ลงทุนในประเทศนั้นๆ มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยมีจำนวนมากถึง 9,800 คน มูลค่าของเงินที่ย้ายเข้าไปใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือประมาณ 63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าประเทศอื่นๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะยังไม่ย้ายออกทันที แต่อาจจะเลือกที่จะหาแหล่งหลบภัยชั่วคราวก่อนเพื่อดูสถานการณ์
"ประเทศไทยอาจจะเป็นที่สนใจของพวกเขา สำหรับประเทศไทยก็ติดอันดับ 14 เพราะมีชาวต่างชาติกลุ่มนี้ย้ายเข้ามาประมาณ 450 คน มูลค่าการลงทุนประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะเป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการ และนักวิเคราะห์บางราย เอาไปใช้อ้างอิงก็เป็นไปได้ แต่ในรายงานไม่ได้บอกว่าประเทศใดย้ายเข้ามาในประเทศไทย หรือประเทศใดย้ายออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์"
ประเทศไทยยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในแง่ของการใช้ ชีวิตระยะยาว เพราะไม่มีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนาที่รุนแรง หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ ประเทศไทยอาจจะได้อานิสงส์ด้านบวกจากการเข้ามาของชาวต่างชาติ บางกลุ่มที่มากขึ้นแบบชัดเจน ซึ่งการเข้ามาของกลุ่มนี้ อาจจะเป็นทั้งกลุ่มคนมีเงิน มีรายได้สูง และกลุ่มคนที่ทำงานระยะไกล Digital Nomad แล้วประเทศไทยค่อนข้างเปิดรับกลุ่มคนต่างชาติเหล่านี้ แม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการขอวีซ่าระยะยาวหรือใบอนุญาตทำงานบ้างแต่ช่วงที่ผ่านมา มีการออกวีซ่าระยะยาวผ่านการซื้ออสังหาฯ มูลค่าเกิน 3 ล้านบาทกับผู้ประกอบการที่มีความร่วมมือกับทางบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งวีซ่าที่ออกให้นั้น สามารถอยู่ในประเทศไทยได้คราวละ 1 ปี และไม่ต้องรอถึงอายุ 50 ปี แบบวีซ่าเกษียณอายุ ซึ่งช่วยให้ชาวต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการนี้พำนักในไทยได้ยาวนาน เทียบเท่าระยะเวลาที่ถือครองกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำ Border Run หรือเกณฑ์เงินฝากธนาคารที่ยุ่งยาก แต่ต้องเป็นการซื้อกับผู้ประกอบการ และโครงการที่ร่วมมือกับทางบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด (ททท.ถือหุ้นอยู่ 30%) วีซ่านี้น่าจะตอบโจทย์ชาวต่างชาติที่ ต้องการที่หลบภัยหรือใช้ชีวิตชั่วคราว เพื่อติดตามสถานการณ์ก่อน จากนั้นค่อยตัดสินใจภายหลัง
โดยบริษัทอสังหาฯหลายราย ร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด เพิ่มศักยภาพในการดึงชาวต่างชาติเข้ามพำนักในประเทศไทย และยังเป็นช่องระบายสต๊อกที่มีอยู่ ออกไปสู่ กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มองเรื่องความปลอดภัยในการอยู่อาศัยได้แก่
บมจ.แสนสิริ (Sansiri) : เป็นพันธมิตรรายใหญ่อันดับต้นๆ ที่เปิดตัวแคมเปญให้ชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียม มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์ดำเนินการวีซ่าระยะ ยาว พร้อมบริการ Fast Track ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพ (Residential-as-a-Service) ควบคู่กับความสะดวกในการพำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา
ทั้งนี้ ในปี 2569 แสนสิริ วางเป้ายอดขายตลาดต่างชาติรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,900 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มรัสเซีย, ญี่ปุ่น, อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV ขณะที่ แคมเปญ Longstay Visa (3 ล้านบาทขึ้นไป) เป็นกลยุทธ์หลักในการดึงดูดกลุ่มนักลงทุน และผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาว (Residential-as-a-Service) เพื่อช่วยระบายสต๊อกโครงการระดับกลาง-บน และจะช่วยผลักดันให้เป้ายอดขายโควตาต่างชาติไปสู่ความสำเร็จที่จะมียอดขายเกินกว่าเป้าที่วางไว้ทั้งปี
บมจ.เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand) ร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับสากล โดยมอบสิทธิพิเศษ 6 ประการสำหรับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการพำนักในไทยระยะยาว (เมื่อซื้อและโอนคอนโดฯ AP ตามเงื่อนไข THE ADDRESS, RHYTHM, LIFE และ ASPIRE มูลค่าโครงการ: ราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป ) ได้แก่เอพีสนับสนุนค่าธรรมเนียมการสมัครวีซ่า 27,000 บาท สำหรับปีแรก มอบสิทธิ์สมาชิก Thailand Longstay (TLM) ต่อเนื่องนาน 20 ปี บริการช่องทางพิเศษที่สนามบิน 4 ครั้ง/ปี (ขาเข้า 2/ขาออก 2) ตลอดอายุสมาชิก สนับสนุน ค่าธรรมเนียมสมัครวีซ่าในปีที่ 2 จำนวน 7,000 บาท โปรโมชั่น พิเศษ ส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาทสำหรับโครงการคอนโดฯพร้อมอยู่ และบริการดูแลและให้คำปรึกษาด้านการพำนักระยะยาวแบบครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญ
บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ร่วมกับบริษัทลูก SenX และไทยจัดการลองสเตย์ ออกแคมเปญดึงดูดต่างชาติด้วยสิทธิพิเศษวีซ่า 1 ปี และบริการอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร สำหรับการซื้อคอนโดฯ พร้อมอยู่มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป แคมเปญดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ต้องการทั้ง "ที่อยู่อาศัยคุณภาพ" และ "ความสะดวกในการพำนักระยะยาว" โดยชาวต่างชาติที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯในเครือเสนา ราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป ในโครงการที่ร่วมรายการได้แก่ ปิติ สุขุมวิท 101 (PITI Sukhumvit 101), นิช โมโน บางโพ (NICHE Mono Bangpo), เฟล็กซี่ เมกะ สเปซ บางนา(FLEXI Mega Space Bangna), นิช โมโน พระราม 9 (NICHE Mono Rama 9), เฟล็กซี่ สาทร-เจริญนคร (FLEXI SathonCharoennakorn) และ นิช โมโน รามคำแหง (NICHE Mono Ramkhamhaeng) จะได้รับสิทธิประโยชน์
บมจ.แอสเซทไวส์ (AssetWise-ASW) และ ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE) : รุกตลาดต่างชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ EEC และภูเก็ต ผ่านโมเดล "Integrated Longstay Service" ที่เชื่อมโยงการลงทุนอสังหาฯ เข้ากับการจัดการวีซ่าอย่างเป็นระบบ
บมจ. อรสิริน โฮลดิ้ง (ORN) : ผนึกกำลังเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใน เชียงใหม่และภูเก็ต โดยมอบบริการ One-stop Service สำหรับผู้ซื้ออสังหาฯ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ให้สามารถพำนักในไทยได้สูงสุด 15 เดือนในปีแรก
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผนึกกำลังความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลอง สเตย์ จำกัด (TLM) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "World-Class Living Destination"อย่างยั่งยืน โดยให้สิทธิพิเศษลูกค้าในโครงการ THE EXTRO พญาไท-รางน้ำ คอนโดฯหรู ในราคาเริ่มต้นพิเศษ 6.99 ล้านบาทที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Wellness ใจกลางเมือง ลูกค้าสำหรับลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ยูนิตที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้- 30 มิ.ย. 2569 จะได้รับเอกสิทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตในประเทศไทยอย่างเหนือระดับ
นายสุรเชษฐ กล่าวทิ้งท้าย แต่ผลลบจากการที่มีชาว ต่างชาติเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวอิสราเอลที่เข้ามาในประเทศไทยและสร้างชุมชนของตนเองที่มีทั้งโรงเรียน โบสถ์ ซูเปอร์มาร์เกต รวมไปถึงการประกาศขายที่ดินทั้งในเกาะพะงัน และปาย ซึ่งชาวอิสราเอลทุกคนนั้นมีพื้นฐานทางทหาร เรื่องนี้ต้องระมัดระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด
อสังหาริมทรัพย์
'คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์' ประเมินศักยภาพประเทศไทย เซฟเฮาส์ การอยู่อาศัยชั้นดี ช่วงภาวะสงคราม โรคร้าย โดยต่างชาติชื่นชมผลงานช่วง โควิด รายงาน Country Wealth Flows ของ Henley & Partners ระบุ ประเทศไทย ติดอันดับ 14 เพราะมีชาวต่างชาติกลุ่มนี้ย้ายเข้ามาประมาณ 450 คน มูลค่าการลงทุนประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านบิ๊กอสังหาฯ ผนึก 'ไทยจัดการลอง สเตย์' ชู Long Stay Visa ดึงต่างชาติลงทุนอสังหาฯ รับสิทธิประโยชน์เพียบ พำนักยาว เน้นพอร์ตในกลุ่มราคา 3 ล้านบาทอัป
กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในปัจจุบัน ยังเป็นตลาดที่สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในประเทศไทย อยู่ในระดับที่ยังคงเติบโตภายใต้ภาวะสงครามในช่วงที่ผ่านมา และที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลายประเทศ มองหาที่พักที่ปลอดภัยให้กับตนเองและครอบครัวและประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ต่างชาติให้ความสนใจที่ต้องการเข้ามาอยู่ หรือ พำนักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งกลุ่มนี้ มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูง และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดอสังหาฯ ในหลายด้าน และหากสามารถดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (High-Potential Individuals) ที่รวมถึง ผู้เกษียณอายุที่มีเงินบำนาญมั่นคง, หรือกลุ่ม Digital Nomad ที่ทำงานทางไกล คนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังมีการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประกอบความได้เปรียบในเรื่องของค่าครองชีพและราคาที่พัก ที่คุ้มค่าและเข้าถึงความหรูหราได้ง่ายกว่าประเทศอื่น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มีโครงการคอนโดฯติดรถไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการดูแลสุขภาพ ที่มีมาตรฐานการแพทย์ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษียณอายุ
โดย นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายที่กลุ่มคนที่รวยมากๆ ต้องการเข้ามาใช้ชีวิต แต่อาจจะเป็นสถานที่หลบภัยชั่วคราวในระยะสั้นๆกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ โรคระบาด หรือเหตุการณ์อะไรก็ตามที่มีผลต่อการใช้ชีวิตในประเทศตนเอง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ชั่วระยะเวลาไม่นานเท่านั้น เพราะประเทศไทยช่วงที่ผ่านวิกฤตโควิด-19 สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าหลายประเทศและเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้ได้ เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีผลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในดูไบที่เห็นได้ชัดเจนว่า Dubai Financial Market Real Estate Index (DFMREI) ของดูไบลดลงกว่า 30% ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นโอกาสที่มีหลายๆคนเลือกที่จะเข้าไปลงทุนหรือช้อนซื้อสังหาฯในดูไบที่มีการลดราคาขายลงบ้าง 15-30% ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะ ผู้ประกอบการต้องการระบายสต๊อกออกให้มากที่สุด
การที่นักลงทุนออกจากดูไบ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไปลงทุนที่อื่นแทน แต่อาจจะเลือกเก็บเงินไว้ก่อนแล้วพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ แทน การมาประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก บางส่วนอาจจะกลับประเทศตนเอง หรือไปประเทศ อื่นๆ ที่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งประเทศไทยเข้าข่ายประเทศกลุ่มนี้ แต่จำนวนอาจจะไม่ได้มากมายขนาดเข้ามาทดแทนกำลังซื้อคนจีนหรือคนไทยที่ลดน้อยลง
ปี พ.ศ. 2568 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มี กลุ่มคนมีเงินย้ายไปใช้ชีวิตมากที่สุด อ้างอิงจากรายงาน Country Wealth Flows ของ Henley & Partners ที่พิจารณาการ ลงทุนในประเทศนั้นๆ มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยมีจำนวนมากถึง 9,800 คน มูลค่าของเงินที่ย้ายเข้าไปใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือประมาณ 63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าประเทศอื่นๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะยังไม่ย้ายออกทันที แต่อาจจะเลือกที่จะหาแหล่งหลบภัยชั่วคราวก่อนเพื่อดูสถานการณ์
"ประเทศไทยอาจจะเป็นที่สนใจของพวกเขา สำหรับประเทศไทยก็ติดอันดับ 14 เพราะมีชาวต่างชาติกลุ่มนี้ย้ายเข้ามาประมาณ 450 คน มูลค่าการลงทุนประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะเป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการ และนักวิเคราะห์บางราย เอาไปใช้อ้างอิงก็เป็นไปได้ แต่ในรายงานไม่ได้บอกว่าประเทศใดย้ายเข้ามาในประเทศไทย หรือประเทศใดย้ายออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์"
ประเทศไทยยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในแง่ของการใช้ ชีวิตระยะยาว เพราะไม่มีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนาที่รุนแรง หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ ประเทศไทยอาจจะได้อานิสงส์ด้านบวกจากการเข้ามาของชาวต่างชาติ บางกลุ่มที่มากขึ้นแบบชัดเจน ซึ่งการเข้ามาของกลุ่มนี้ อาจจะเป็นทั้งกลุ่มคนมีเงิน มีรายได้สูง และกลุ่มคนที่ทำงานระยะไกล Digital Nomad แล้วประเทศไทยค่อนข้างเปิดรับกลุ่มคนต่างชาติเหล่านี้ แม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการขอวีซ่าระยะยาวหรือใบอนุญาตทำงานบ้างแต่ช่วงที่ผ่านมา มีการออกวีซ่าระยะยาวผ่านการซื้ออสังหาฯ มูลค่าเกิน 3 ล้านบาทกับผู้ประกอบการที่มีความร่วมมือกับทางบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งวีซ่าที่ออกให้นั้น สามารถอยู่ในประเทศไทยได้คราวละ 1 ปี และไม่ต้องรอถึงอายุ 50 ปี แบบวีซ่าเกษียณอายุ ซึ่งช่วยให้ชาวต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการนี้พำนักในไทยได้ยาวนาน เทียบเท่าระยะเวลาที่ถือครองกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำ Border Run หรือเกณฑ์เงินฝากธนาคารที่ยุ่งยาก แต่ต้องเป็นการซื้อกับผู้ประกอบการ และโครงการที่ร่วมมือกับทางบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด (ททท.ถือหุ้นอยู่ 30%) วีซ่านี้น่าจะตอบโจทย์ชาวต่างชาติที่ ต้องการที่หลบภัยหรือใช้ชีวิตชั่วคราว เพื่อติดตามสถานการณ์ก่อน จากนั้นค่อยตัดสินใจภายหลัง
โดยบริษัทอสังหาฯหลายราย ร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด เพิ่มศักยภาพในการดึงชาวต่างชาติเข้ามพำนักในประเทศไทย และยังเป็นช่องระบายสต๊อกที่มีอยู่ ออกไปสู่ กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มองเรื่องความปลอดภัยในการอยู่อาศัยได้แก่
บมจ.แสนสิริ (Sansiri) : เป็นพันธมิตรรายใหญ่อันดับต้นๆ ที่เปิดตัวแคมเปญให้ชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียม มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์ดำเนินการวีซ่าระยะ ยาว พร้อมบริการ Fast Track ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพ (Residential-as-a-Service) ควบคู่กับความสะดวกในการพำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา
ทั้งนี้ ในปี 2569 แสนสิริ วางเป้ายอดขายตลาดต่างชาติรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,900 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มรัสเซีย, ญี่ปุ่น, อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV ขณะที่ แคมเปญ Longstay Visa (3 ล้านบาทขึ้นไป) เป็นกลยุทธ์หลักในการดึงดูดกลุ่มนักลงทุน และผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาว (Residential-as-a-Service) เพื่อช่วยระบายสต๊อกโครงการระดับกลาง-บน และจะช่วยผลักดันให้เป้ายอดขายโควตาต่างชาติไปสู่ความสำเร็จที่จะมียอดขายเกินกว่าเป้าที่วางไว้ทั้งปี
บมจ.เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand) ร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับสากล โดยมอบสิทธิพิเศษ 6 ประการสำหรับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการพำนักในไทยระยะยาว (เมื่อซื้อและโอนคอนโดฯ AP ตามเงื่อนไข THE ADDRESS, RHYTHM, LIFE และ ASPIRE มูลค่าโครงการ: ราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป ) ได้แก่เอพีสนับสนุนค่าธรรมเนียมการสมัครวีซ่า 27,000 บาท สำหรับปีแรก มอบสิทธิ์สมาชิก Thailand Longstay (TLM) ต่อเนื่องนาน 20 ปี บริการช่องทางพิเศษที่สนามบิน 4 ครั้ง/ปี (ขาเข้า 2/ขาออก 2) ตลอดอายุสมาชิก สนับสนุน ค่าธรรมเนียมสมัครวีซ่าในปีที่ 2 จำนวน 7,000 บาท โปรโมชั่น พิเศษ ส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาทสำหรับโครงการคอนโดฯพร้อมอยู่ และบริการดูแลและให้คำปรึกษาด้านการพำนักระยะยาวแบบครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญ
บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ร่วมกับบริษัทลูก SenX และไทยจัดการลองสเตย์ ออกแคมเปญดึงดูดต่างชาติด้วยสิทธิพิเศษวีซ่า 1 ปี และบริการอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร สำหรับการซื้อคอนโดฯ พร้อมอยู่มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป แคมเปญดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ต้องการทั้ง "ที่อยู่อาศัยคุณภาพ" และ "ความสะดวกในการพำนักระยะยาว" โดยชาวต่างชาติที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯในเครือเสนา ราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป ในโครงการที่ร่วมรายการได้แก่ ปิติ สุขุมวิท 101 (PITI Sukhumvit 101), นิช โมโน บางโพ (NICHE Mono Bangpo), เฟล็กซี่ เมกะ สเปซ บางนา(FLEXI Mega Space Bangna), นิช โมโน พระราม 9 (NICHE Mono Rama 9), เฟล็กซี่ สาทร-เจริญนคร (FLEXI SathonCharoennakorn) และ นิช โมโน รามคำแหง (NICHE Mono Ramkhamhaeng) จะได้รับสิทธิประโยชน์
บมจ.แอสเซทไวส์ (AssetWise-ASW) และ ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE) : รุกตลาดต่างชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ EEC และภูเก็ต ผ่านโมเดล "Integrated Longstay Service" ที่เชื่อมโยงการลงทุนอสังหาฯ เข้ากับการจัดการวีซ่าอย่างเป็นระบบ
บมจ. อรสิริน โฮลดิ้ง (ORN) : ผนึกกำลังเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใน เชียงใหม่และภูเก็ต โดยมอบบริการ One-stop Service สำหรับผู้ซื้ออสังหาฯ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ให้สามารถพำนักในไทยได้สูงสุด 15 เดือนในปีแรก
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผนึกกำลังความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลอง สเตย์ จำกัด (TLM) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "World-Class Living Destination"อย่างยั่งยืน โดยให้สิทธิพิเศษลูกค้าในโครงการ THE EXTRO พญาไท-รางน้ำ คอนโดฯหรู ในราคาเริ่มต้นพิเศษ 6.99 ล้านบาทที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Wellness ใจกลางเมือง ลูกค้าสำหรับลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ยูนิตที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้- 30 มิ.ย. 2569 จะได้รับเอกสิทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตในประเทศไทยอย่างเหนือระดับ
นายสุรเชษฐ กล่าวทิ้งท้าย แต่ผลลบจากการที่มีชาว ต่างชาติเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวอิสราเอลที่เข้ามาในประเทศไทยและสร้างชุมชนของตนเองที่มีทั้งโรงเรียน โบสถ์ ซูเปอร์มาร์เกต รวมไปถึงการประกาศขายที่ดินทั้งในเกาะพะงัน และปาย ซึ่งชาวอิสราเอลทุกคนนั้นมีพื้นฐานทางทหาร เรื่องนี้ต้องระมัดระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ