ตปท.ซื้อคอนโดฯหนีสงคราม
วันที่ : 24 เมษายน 2569
คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เผยตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มได้รับแรงหนุนชัดเจนจากกลุ่มกำลังซื้อต่างชาติ ชูนโยบาย "ลองสเตย์วีซ่า" สำหรับการลงทุนคอนโดมิเนียม 3 ล้านบาทขึ้นไป เป็นตัวแปรสำคัญดึงดูดกลุ่มผู้เกษียณและ Digital Nomad ที่มองหาความปลอดภัยในการพำนักระยะยาว โดยเฉพาะโครงการในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก ปี 69 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวมประมาณ 7,170 ยูนิต ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ แต่อุปทานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวของกำลังซื้อที่แท้จริง เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผู้ประกอบการพยายามใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเข้มข้นแต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ไม่แพงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ประมาณ 84,500 บาทต่อตร.ม. ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ประมาณ 55% เนื่องจากโครงการที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกเมืองชั้นใน และมีหลายโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตร.ม. คาดว่าตลอดปี 69 การปรับขึ้นราคาจะเป็นไปอย่างจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะให้ความสนใจในตลาดที่มั่นใจ เลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทำเลและคอนเซปต์ที่ชัดเจนเท่านั้น พร้อมทั้งชะลอการลงทุนในพื้นที่โอเวอร์ซัพพลาย
อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว หรือโยกย้ายเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นจากนโยบายลองสเตย์วีซ่า สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด โดยเน้นโครงการในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือกลุ่มผู้เกษียณอายุ นักลงทุน และกลุ่มดิจิทัล โนแมด ที่ต้องการพำนักชั่วคราวเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในภูมิภาค แต่ต้องติดตามต่อไปว่าจะดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด
นายสุรเชษฐ กล่าวอีกว่า แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวล เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25-30% ของมูลค่าโครงการ หากต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้น 10-20% ส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวม หรืออัตรากำไรเพียง 2.5-6% ซึ่งผู้ประกอบการรับได้
ทั้งนี้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ไม่แพงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ประมาณ 84,500 บาทต่อตร.ม. ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ประมาณ 55% เนื่องจากโครงการที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกเมืองชั้นใน และมีหลายโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตร.ม. คาดว่าตลอดปี 69 การปรับขึ้นราคาจะเป็นไปอย่างจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะให้ความสนใจในตลาดที่มั่นใจ เลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทำเลและคอนเซปต์ที่ชัดเจนเท่านั้น พร้อมทั้งชะลอการลงทุนในพื้นที่โอเวอร์ซัพพลาย
อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว หรือโยกย้ายเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นจากนโยบายลองสเตย์วีซ่า สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด โดยเน้นโครงการในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือกลุ่มผู้เกษียณอายุ นักลงทุน และกลุ่มดิจิทัล โนแมด ที่ต้องการพำนักชั่วคราวเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในภูมิภาค แต่ต้องติดตามต่อไปว่าจะดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด
นายสุรเชษฐ กล่าวอีกว่า แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวล เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25-30% ของมูลค่าโครงการ หากต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้น 10-20% ส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวม หรืออัตรากำไรเพียง 2.5-6% ซึ่งผู้ประกอบการรับได้
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ