LTV หนุนตลาดบ้าน EEC โต 11.6% 'กรุงศรี' ชู AP-SIRI-SPALI เด่น
วันที่ : 24 มิถุนายน 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ชี้ตลาดที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 1/69 เริ่มฟื้นตัวจากแรงหนุนมาตรการรัฐ ทั้งผ่อนคลาย LTV และลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองเหลือ 0.01%
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยยอดโอนที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 1/69 โต 11.6% รับแรงหนุน LTV ใหม่และค่าธรรมเนียมต่ำ ฟากบล.กรุงศรี ชี้ช่วยเร่งโอน Backlog ลดความเสี่ยงธุรกิจอสังหาฯ พร้อมชู AP, SIRI และ SPALI เป็นหุ้นเด่นรับอานิสงส์
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไตรมาส 1/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวจากฝั่งกำลังซื้อ โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ทุกระดับราคา และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01%
ส่งผลให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน EEC มีจำนวน 10,644 หน่วย มูลค่า 25,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้น 6% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 7,434 หน่วย มูลค่า 18,105 ล้านบาท และอาคารชุด 3,210 หน่วย มูลค่า 6,942 ล้านบาท
เมื่อพิจารณารายจังหวัด ชลบุรียังคงมียอดโอนสูงสุด 7,078 หน่วย มูลค่า 17,418 ล้านบาท รองลงมาคือ ระยอง 2,691 หน่วย มูลค่า 5,745 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 875 หน่วย มูลค่า 1,885 ล้านบาท โดยระยองเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของยอดโอนโดดเด่นที่สุด เพิ่มขึ้น 24% ในด้านจำนวนหน่วย และ 25.2% ในด้านมูลค่า
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของ ธปท. ที่อนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เต็ม 100% ของมูลค่าหลักประกันสำหรับสินเชื่อใหม่ในช่วงวันที่ 1 ก.ค. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2570 ถือเป็นปัจจัยบวกในเชิง Sentiment ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการที่มียอดขายรอโอน (Backlog) ในช่วง 1 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ยังไม่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่ (Incremental Demand) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดใหม่ของผู้บริโภคยังคงระมัดระวัง ซึ่งผู้ประกอบการที่มี Backlog รอโอนจำนวนมากในช่วงไตรมาส 3/2569 ถึงไตรมาส 2/2570 มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามแผน โดยบริษัทที่มี Backlog รอโอนในปี 2569 สูงสุด ได้แก่ AP มูลค่า 24,800 ล้านบาท, ORI มูลค่า 15,000 ล้านบาท และ SIRI มูลค่า 11,900 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในด้านการลงทุน ยังคงคำแนะนำ "Neutral" ต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรของกลุ่มมากกว่าการสร้างการเติบโตใหม่ ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 22,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน
อย่างไรก็ดี AP, SIRI และ SPALI เป็นผู้ประกอบการที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม จากทั้งปริมาณ Backlog ที่อยู่ในระดับสูงและสัดส่วนพอร์ตโครงการระดับกลางถึงกลางบน หรือที่อยู่อาศัยราคา 3-7 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มตอบรับมาตรการได้ดีที่สุด
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไตรมาส 1/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวจากฝั่งกำลังซื้อ โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ทุกระดับราคา และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01%
ส่งผลให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน EEC มีจำนวน 10,644 หน่วย มูลค่า 25,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้น 6% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 7,434 หน่วย มูลค่า 18,105 ล้านบาท และอาคารชุด 3,210 หน่วย มูลค่า 6,942 ล้านบาท
เมื่อพิจารณารายจังหวัด ชลบุรียังคงมียอดโอนสูงสุด 7,078 หน่วย มูลค่า 17,418 ล้านบาท รองลงมาคือ ระยอง 2,691 หน่วย มูลค่า 5,745 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 875 หน่วย มูลค่า 1,885 ล้านบาท โดยระยองเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของยอดโอนโดดเด่นที่สุด เพิ่มขึ้น 24% ในด้านจำนวนหน่วย และ 25.2% ในด้านมูลค่า
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของ ธปท. ที่อนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เต็ม 100% ของมูลค่าหลักประกันสำหรับสินเชื่อใหม่ในช่วงวันที่ 1 ก.ค. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2570 ถือเป็นปัจจัยบวกในเชิง Sentiment ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการที่มียอดขายรอโอน (Backlog) ในช่วง 1 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ยังไม่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่ (Incremental Demand) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดใหม่ของผู้บริโภคยังคงระมัดระวัง ซึ่งผู้ประกอบการที่มี Backlog รอโอนจำนวนมากในช่วงไตรมาส 3/2569 ถึงไตรมาส 2/2570 มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามแผน โดยบริษัทที่มี Backlog รอโอนในปี 2569 สูงสุด ได้แก่ AP มูลค่า 24,800 ล้านบาท, ORI มูลค่า 15,000 ล้านบาท และ SIRI มูลค่า 11,900 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในด้านการลงทุน ยังคงคำแนะนำ "Neutral" ต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรของกลุ่มมากกว่าการสร้างการเติบโตใหม่ ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 22,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน
อย่างไรก็ดี AP, SIRI และ SPALI เป็นผู้ประกอบการที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม จากทั้งปริมาณ Backlog ที่อยู่ในระดับสูงและสัดส่วนพอร์ตโครงการระดับกลางถึงกลางบน หรือที่อยู่อาศัยราคา 3-7 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มตอบรับมาตรการได้ดีที่สุด
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ